
ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปี 67 มีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงพฤติกรรมการตลาดและการเสพสื่อของคนไทยที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
โดยปัจจุบันมีคนไทยกว่า 3 ล้านคน ผันตัวมาเป็นครีเอเตอร์ ขณะที่แบรนด์ต่างๆ ก็หันมาทุ่มงบโฆษณาผ่านอินฟลูฯ มากขึ้น จนเม็ดเงินช่องทางนี้คิดเป็น 1 ใน 3 ของงบโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดของประเทศ
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้หมุนเวียนต่อไปได้ ไม่ใช่แค่ยอดผู้ติดตามหรืออัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม แต่คือความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ ที่อินฟลูฯ ค่อยๆ สั่งสมมา
งานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Yuksel Ekinci และคณะ จาก มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ (University of Portsmouth) ประเทศอังกฤษ เผยว่า อินฟลูฯ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างมาก
ทว่า ชื่อเสียงที่ใช้เวลาสร้าง ก็อาจพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จากสิ่งที่เรียกว่า Digital Footprint หรือ “ร่องรอยบนโลกออนไลน์” ที่สามารถถูกขุดค้นและย้อนกลับมาตรวจสอบได้เสมอ
⚫️ความโหดร้ายของ “Digital Footprint” ระเบิดเวลาที่พร้อมทำงานได้ทุกเมื่อ
ในยุคที่การแข่งขันบนโซเชียลมีเดียรุนแรง อินฟลูเอนเซอร์จำนวนไม่น้อยพยายามสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่นเพื่อเรียกยอดวิวและผู้ติดตาม จนบางครั้งละเลยวิจารณญาณและความรับผิดชอบ จนสร้างผลกระทบต่อสังคม เช่น การโปรโมตสินค้าที่อาจเป็นอันตราย หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
โดยเฉพาะกับ อินฟลูฯ สายรีวิวที่เคยสร้างตัวตนในฐานะ "กูรู" ที่ให้ความรู้ตั้งคำถาม หรือวิจารณ์คนอื่นไว้มากเท่าไหร่ พอหันมาสร้างผลิตภัณฑ์ของตัวเอง หรือแม้แต่รีวิวสินค้าของทางแบรนด์ สังคม โดยเฉพาะแฟนคลับ ก็จะยิ่งคาดหวังในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากขึ้นเป็นพิเศษ แม้จะมีราคาสูงกว่าตลาดก็ตาม
แต่เมื่อผลลัพธ์ที่ได้ ไม่สอดคล้องกับที่เคยพูดไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลมคุณภาพสินค้าเกินจริง หรือข้อมูลบนผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผู้คนก็พร้อมจะย้อนกลับไปขุดโพสต์เก่า คลิปเก่า หรือคำพูดในอดีตขึ้นมาตรวจสอบทันที
ไม่ว่าจะเป็นโพสต์เก่าๆ ความคิดเห็น หรือคอนเทนต์ที่เคยทำโดยขาดความรู้ความเข้าใจ สิ่งเหล่านี้สามารถถูกขุดขึ้นมาเผยแพร่ซ้ำได้เสมอ ซึ่งสามารถส่งผลได้ทั้งต่อชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือ
⚫️ผลกระทบบานปลายถึงลูกโซ่ทางเศรษฐกิจ
การที่อินฟลูฯ คนหนึ่งสูญเสียความน่าเชื่อถือ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเจ้าตัว หรือผู้บริโภค
หากแต่ลามไปถึงแบรนด์และธุรกิจที่เคยจ้างด้วย
เพราะเมื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อาจลดลง ก็กระทบไปถึงยอดขาย ทำให้เม็ดเงินทางธุรกิจมูลค่าหลายล้านบาท อาจหายไปในเวลาอันสั้น บางกรณียังนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย การยกเลิกสัญญา และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
⚫️ส่องโมเดลมาตรการต่างประเทศ เขาคุมอินฟลูฯ ยังไงกันบ้าง?
เมื่ออินฟลูฯ กลายเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจ หลายประเทศจึงเริ่มออกกฎและมาตรฐานเพื่อกำกับดูแลอาชีพนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน
🇺🇸สหรัฐฯ ห้ามอินฟลูฯ ซื้อ-ขายยอดฟอลโลเวอร์ หรือยอดวิวปลอม และห้ามรีวิวปลอม พร้อมควบคุมคอนเทนต์ AI และบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด เพื่อปกป้องขีดความสามารถของธุรกิจในประเทศ
🇨🇳จีน ออกกฎคุมเข้มเนื้อหา ป้องกันข้อมูลเท็จ โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มและอินฟลูฯ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในขณะเดียวกัน ก็มีการส่งเสริมโดยจัดทำระบบมาตรฐานทักษะวิชาชีพสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ
🇰🇷 เกาหลีใต้ บังคับเปิดเผยข้อมูลสปอนเซอร์ อย่างชัดเจน โปร่งใส และห้ามหลอกลวงผู้บริโภค ในแง่การส่งเสริมมีการผลักดันแนวคิด K-Content พัฒนาทักษะการใช้ AI และตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจคอนเทนต์และทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
สำหรับไทย แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522
แต่กฎหมายเหล่านี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาของโซเชียลมีเดียและอินฟลูฯ โดยตรง ทำให้การบังคับใช้ยังไม่ครอบคลุมและขาดความเป็นระบบ
จึงมีข้อเสนอให้มาการกำหนดกติกาที่ชัดเจนสำหรับอินฟลูฯ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่กระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และศีลธรรมสาธารณะ เช่น เรื่องยา การรักษาโรค ความงาม เนื้อหาทางเพศ หรือกิจกรรมเสี่ยงอันตราย รวมถึงกำหนดมาตรการคุ้มครองเด็ก เพื่อป้องกันการเข้าถึงคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมหรือมีความรุนแรง
⚫️แต่กฎหมายอย่างเดียวก็อาจไม่พอ
ความรับผิดชอบต้องเกิดขึ้นจากทุกฝ่าย ฝั่งอินฟลูเอนเซอร์และผู้ขายสินค้า ต้องซื่อตรงและรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสารออกไป เพราะทุกคำพูด ทุกโพสต์ และทุกคอนเทนต์ ล้วนทิ้งร่องรอยไว้ในรูปแบบของ Digital Footprint ที่สามารถถูกย้อนกลับมาตรวจสอบได้เสมอ
ขณะที่ผู้บริโภคเองก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน และใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อหรือซื้อสินค้าตามคำแนะนำ เพราะในยุคที่ใครก็สามารถเป็นผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ได้ ความน่าเชื่อถือไม่ควรวัดจากยอดผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากข้อเท็จจริงและความโปร่งใสด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
