
ตอนนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังอิหร่าน ไม่ได้อยู่แค่ในภาคพื้น เพราะสหรัฐฯ ใช้ “สงครามไซเบอร์” โจมตีอิหร่านไปพร้อมกัน โดยพลโท ชาร์ลส์ แอล. มัวร์ จูเนียร์ อดีตผู้บัญชาการระดับสูงของหน่วยบัญชาการไซเบอร์สหรัฐ (US Cyber Command) เผยว่า สหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางไซเบอร์ สร้างความแตกแยกภายในระบอบการปกครองของอิหร่าน ซึ่งก็ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่าน เพราะในวันเดียวกับที่เกิดเหตุโจมตีทางทหาร มีรายงานว่า ระบบดิจิทัลของอิหร่านก็ถูกโจมตีทางไซเบอร์ไปพร้อมๆ กันด้วย
หลายเว็บไซต์ถูกแฮกและเปลี่ยนหน้าเว็บให้ขึ้นข้อความที่ผู้โจมตีต้องการ โดยแอปฯ สวดมนต์ยอดนิยมอย่าง BadeSaba ที่มีคนดาวน์โหลดมากกว่า 5 ล้านครั้ง ก็ถูกเจาะระบบให้แสดงข้อความปลุกระดมให้ทหารถอนตัวจากรัฐบาลและเข้าร่วมกับฝ่ายประชาชน
แผนจิตวิทยาที่วางแผนมาอย่างแยบยล?
นักวิเคราะห์มองว่า การเลือกโจมตีแอปฯ BadeSaba เป็นแผนที่คิดมาแล้ว เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลและเคร่งศาสนา ข้อความที่ถูกแสดงก็เป็นข้อความเชิงปลุกเร้า ตั้งใจโน้มน้าวความคิดของกลุ่มเป้าหมายโดยตรง สะท้อนถึงปฏิบัติการจิตวิทยาที่คำนวณมาอย่างรัดกุม มีเป้าหมาย มีผลลัพธ์ที่ต้องการ ขณะเดียวกัน อินเทอร์เน็ตในอิหร่าน ก็ช้าลงอย่างชัดเจน และบางพื้นที่ใช้งานแทบไม่ได้ ทำให้การติดต่อและการสั่งการภายในประเทศติดขัดในช่วงวิกฤต
การตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดของอิหร่าน
กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลอิหร่านโต้กลับทางไซเบอร์อย่างไม่รอช้า โดยบริษัทข่าวกรองไซเบอร์ Flashpoint ประเมินว่า นี่คือแคมเปญ “Great Epic” ปฏิบัติการออนไลน์ที่รุนแรงที่สุดของอิหร่าน ดำเนินการผ่านเครือข่าย “Cyber Islamic Resistance” ซึ่งรวมหลายกลุ่มแฮกเกอร์เข้าด้วยกัน
พวกเขาสามารถสั่งปิดปั๊มน้ำมันในจอร์แดน แฮกระบบเพื่อลบหรือทำลายข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงปล่อยข้อมูลสร้างความสับสน โดยใช้วิธีคล้ายกับตอนสหรัฐฯ แฮกแอปฯ BadeSaba ได้ภายในวันเดียว
แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวล ไม่ใช่แค่เรื่องการแฮก แต่คือระบบ “สั่งการ” ของอิหร่านที่อาจรวนหลังผู้นำระดับสูงถูกสังหาร เพราะปกติแล้วปฏิบัติการไซเบอร์ของรัฐจะมีสายบังคับบัญชาชัดเจน มีคนสั่ง มีเป้าหมายที่กำหนดไว้ และมีกรอบว่าห้ามทำอะไรล้ำเส้น แต่ถ้าคนที่คุมเกมหายไป หรืออำนาจส่วนกลางอ่อนแอลง กลุ่มแฮกเกอร์ที่เคยทำตามคำสั่งก็อาจเริ่มตัดสินใจเองมากขึ้น ผลคือ การโจมตีอาจรุนแรงขึ้น หรือขยายวงกว้างโดยไม่มีการควบคุม ทำให้สถานการณ์คาดเดายาก และเสี่ยงบานปลายเกินกว่าที่รัฐบาลจะคุมได้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งยุคนี้ไม่ได้สู้กันแค่ด้วยอาวุธหรือกำลังทหาร แต่ขยายไปสู่โลกออนไลน์เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแฮกระบบ เปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ หรือส่งข้อความปลุกระดม ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ทันที แม้ไม่มีการยึดพื้นที่หรือเคลื่อนกำลังทหาร ก็อาจทำให้ระบบสำคัญปั่นป่วน กระทบความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างความวุ่นวายในประเทศได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงได้
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
