
ความยั่งยืน
รู้จัก “SMR” นิวเคลียร์ขนาดเล็ก กับโจทย์พลังงานไทย ทางเลือกใหม่ หรือภาระที่ต้องคิดให้รอบด้าน?
24 กันยายน 2569
โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ Data Center, AI, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองหันมาก็ให้ความสำคัญกับแหล่งไฟฟ้าที่มีความมั่นคง และปล่อยคาร์บอนต่ำมากขึ้น
หลายประเทศจึงเริ่มมองหาทางเลือกที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และปล่อยคาร์บอนต่ำ แน่นอนว่านอกจากพลังงานหมุนเวียนแล้ว “พลังงานนิวเคลียร์” ก็กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และไทยเองก็นำประเด็นนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง หลังจากไม่ได้อยู่ในแผนพลังงานของประเทศอย่างจริงจังมานาน
ย้อนเส้นทางแผนนิวเคลียร์ในไทย ทำไมแนวคิดที่เคยถูกพักไว้ถึงกลับมาอีกครั้ง?
หากย้อนกลับไปดูแผนพลังงานของไทย จะพบว่าแนวคิดเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ไทยเคยบรรจุแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 4,000 เมกะวัตต์ไว้ในแผน PDP2007 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปต่อ เพราะช่วงนั้นไทยยังมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้
ต่อมาในแผน PDP2010 ไทยปรับแผนลดขนาดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงเหลือ 2,000 เมกะวัตต์ แต่หลังเกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 โลกก็เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยขึ้นอย่างมาก ทำให้แผนพลังงานนิวเคลียร์ของไทยก็พลอยถูกพับเก็บไปด้วย และแทบไม่ได้ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นเวลานาน
จนช่วงปี 2024 แนวคิดเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เริ่มถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง โดยมีการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาบรรจุไว้ในร่าง PDP2024 ที่กำลังผลิตรวม 600 เมกะวัตต์
และล่าสุด ในร่างแผน PDP2026 ก็มีการบรรจุ SMR เข้าสู่แผนในปริมาณถึง 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งก้าวกระโดดขึ้นจากร่างแผนปีก่อนหน้าถึง 4 เท่า เพื่อรองรับ Data Center, AI และ EV
แล้ว SMR ต่างจากนิวเคลียร์แบบเดิมยังไง?
SMR ไม่ใช่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบที่เคยวางแผนกันในอดีต แต่เป็นเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่มีกำลังผลิตไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้จุดอ่อนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมโดยเฉพาะ เช่น
ก่อสร้างเร็วกว่า: ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ ถูกผลิตสำเร็จรูปเป็นโมดูลจากโรงงาน แล้วนำมาขนส่งเพื่อประกอบหน้างาน ทำให้ลดระยะเวลาสร้างจาก 10–15 ปี เหลือเพียงประมาณ 3–5 ปี เท่านั้น
มีระบบความปลอดภัยแบบ Passive: SMR หลายแบบออกแบบให้ระบบความปลอดภัยสามารถใช้แรงตามธรรมชาติ เช่น แรงโน้มถ่วงและการไหลเวียนของน้ำ เพื่อช่วยระบายความร้อนจากแกนปฏิกรณ์ในกรณีฉุกเฉิน ทำให้ลดการพึ่งพาไฟฟ้าภายนอกและการสั่งงานจากมนุษย์เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ใช้พื้นที่น้อย: สามารถติดตั้งใกล้กับพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น นิคมอุตสาหกรรม หรือศูนย์ Data Center ได้
แต่ในอีกด้าน SMR ก็ยังมีประเด็นที่อาจต้องวางแผนให้รอบด้าน
เรื่องแรกคือต้นทุน เพราะแม้ SMR จะมีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะต่ำกว่าเสมอไป เพราะยังมีทั้งค่าก่อสร้าง เทคโนโลยี ระบบความปลอดภัย และการจัดการเชื้อเพลิงที่ต้องนำมาคำนวณ ซึ่งหากโครงการล่าช้าหรือต้นทุนบานปลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการรับประกันรายได้หรือส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า ภาระบางส่วนก็อาจตกไปอยู่กับภาครัฐหรือผู้ใช้ไฟได้
อีกเรื่องคือกากกัมมันตรังสี ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องวางแผนจัดการในระยะยาว เพราะงานวิจัยจาก Stanford University ที่ศึกษาการออกแบบ SMR หลายรูปแบบพบว่า SMR บางประเภท อาจสร้างกากกัมมันตรังสีต่อหน่วยไฟฟ้ามากกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ได้
ถึงอย่างนั้น ผลการศึกษาก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละเทคโนโลยี จึงไม่สามารถเหมารวมว่า SMR ทุกแบบจะมีปัญหาในลักษณะเดียวกัน
รัสเซียขยับเกมนิวเคลียร์ในอาเซียน ความเคลื่อนไหวที่ไทยต้องจับตา?
อีกปัจจัยที่ทำให้เรื่อง SMR เข้าใกล้ไทยมากขึ้น คือความเคลื่อนไหวระแวกเพื่อนบ้าน เพราะล่าสุด Rosatom ของรัสเซียเปิดเผยว่าเตรียมเดินหน้าสำรวจพื้นที่เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในเมียนมา และคาดว่างานในพื้นที่อาจเริ่มได้ในปี 70 โดยโครงการระยะแรกมีกำลังผลิต 110 เมกะวัตต์ จากเครื่องปฏิกรณ์ 2 เครื่อง เครื่องละ 55 เมกะวัตต์ และสามารถขยายได้ถึง 330 เมกะวัตต์ในอนาคต
หนึ่งในพื้นที่ที่มีการสำรวจอยู่บริเวณใกล้เขื่อนปองลอง ทางตะวันออกของกรุงเนปิดอว์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยด้านแม่ฮ่องสอนประมาณ 148 กิโลเมตร
แม้จะยังไม่มีการยืนยันพื้นที่ก่อสร้างที่แน่นอน แต่หากโครงการเดินหน้าต่อ ความใกล้กับชายแดนทำให้ไทยควรติดตามทั้งความคืบหน้า มาตรฐานความปลอดภัย และการรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน
ที่น่าสนใจคือ เมียนมาไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่รัสเซียกำลังขยายความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ในอาเซียน เพราะยังมีทั้งลาวและเวียดนาม ที่มีความร่วมมือกับรัสเซียในด้านนี้ แม้รูปแบบและระดับความคืบหน้าของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน
สำหรับรัสเซีย การขยายความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ในอาเซียนอาจไม่ได้มีแค่การมาสร้างโรงไฟฟ้า เพราะอย่าลืมว่า การจะมีอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของตัวเองได้ แต่ละประเทศต้องมีทั้งคน เทคโนโลยี กฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม
ซึ่ง Rosatom ก็เข้าไปมีส่วนในหลายด้าน ตั้งแต่การฝึกและพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์ในหลายประเทศของภูมิภาค จึงมีความเป็นไปได้ว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้น กำลังทำให้รัสเซียกำลังเข้ามามีบทบาทต่อทิศทางพลังงานนิวเคลียร์ของอาเซียนมากขึ้นหรือไม่
ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ไทยควรติดตามควบคู่กับการพิจารณา SMR ของตัวเอง เพราะเมื่อประเทศในภูมิภาคเริ่มเดินหน้าด้านนิวเคลียร์มากขึ้น ไทยก็จำเป็นต้องมองทั้งเรื่องเทคโนโลยี ความปลอดภัย และรูปแบบความร่วมมือที่จะเข้ามามีบทบาทต่อระบบพลังงานในระยะยาว
สรุปแล้ว ไทยควรมี SMR หรือไม่?
การบรรจุ SMR ใน PDP2026 สะท้อนว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ๆ จนไทยเริ่มวางนิวเคลียร์ไว้เป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ
แต่การตัดสินใจเรื่อง SMR ยังต้องพิจารณาอีกหลายด้าน ทั้งต้นทุน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบกำกับดูแล การจัดการกากนิวเคลียร์ ไปจนถึงการยอมรับจากประชาชน
เพราะการสร้าง SMR จะเข้ามาผูกพันกับระบบไฟฟ้า ต้นทุน และการจัดการของประเทศไปอีกหลายทศวรรษ การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ไทยมีทางเลือกที่มากขึ้น และสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของต้นทุน ความเสี่ยง และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงต่อประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลัง AI ใครเแบกรับต้นทุน? เมื่อ Data Center กลายเป็นโจทย์ท้าทายความยั่งยืนของโลก
ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หาข้อมูล ไปจนถึงพูดคุยทั่วไปเพราะสามารถให้คำตอบได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาทีหลังป้อนคำถาม

เบื้องหลัง AI ใครเแบกรับต้นทุน? เมื่อ Data Center กลายเป็นโจทย์ท้าทายความยั่งยืนของโลก

ยุทธศาสตร์ Big Tech กับพลังงานนิวเคลียร์ ทางออกพลังงานสะอาด หรือกลยุทธ์ชะลอแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม?
