
รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่ชื่อ Perminas (Perusahaan Mineral Nasional) เพื่อบริหารจัดการแร่ Rare Earth และยุทธศาสตร์ของชาติโดยเฉพาะ
เรียกได้ว่าอินโดนีเซียกำลังยกระดับเกมแร่ยุทธศาสตร์อีกขั้น ที่เลือกสร้างกลุ่มบริหารแบบรวมศูนย์ โดยดึงการกำกับและทิศทางของแร่สำคัญกลับมาอยู่ในมือรัฐมากขึ้น เพราะ Rare Earth ไม่ได้เป็นแร่ทั่วไป แต่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
ทำให้ Perminas ถูกจับตาจากการถูกวางบทบาทให้ไม่ทับซ้อน กลุ่มรัฐวิสาหกิจเหมืองเดิมอย่าง MIND ID นั่นแปลว่าอินโดนีเซียกำลังจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารทรัพยากรใหม่ ที่ให้มีหน่วยโฟกัส Rare Earth โดยเฉพาะ เพื่อทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การกำกับต้นน้ำ ไปจนถึงการวางแผนปลายน้ำในอนาคต
การตั้ง Perminas มีประโยชน์อย่างไรต่ออินโดนีเซีย ?
การมีรัฐวิสาหกิจที่เป็นแกนกลาง อาจช่วยให้โครงการเดินได้เป็นระบบมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรม Rare Earth ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนระยะยาว ตั้งแต่สำรวจ ทำเหมือง ไปจนถึงการแปรรูปแร่ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจประเทศได้มูลค่าเพิ่ม รวมถึงหากในอนาคตมีการดึงพันธมิตรด้านเทคโนโลยีเข้ามา อินโดนีเซียอาจมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่ทั่วโลกต่างแข่งขันกันดุเดือดในตอนนี้
หรือหน่วยงานใหม่จะช่วยสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจ
ต้องบอกว่าเรื่องนี้จะกลายแต้มต่อได้ก็ต่อเมื่ออินโดนีเซียสามารถข้ามปัญหาคอขวด ของ Rare Earth ได้จริง อย่างขั้นตอนของการสกัดแร่ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ซึ่งก็เคยมีการตั้งหน่วยงานอุตสาหกรรมแร่เพื่อกำกับการพัฒนา Rare Earth และวัสดุกัมมันตรังสีมาก่อนอยู่แล้ว
แต่ถ้าดูข้อมูลบริษัทที่ทำธุรกิจประเภทนี้ ก็จะเจอว่ามีโรงงานแปรรูป Rare Earth ของ Lynas อยู่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน แปลว่าความพร้อมในด้านเทคโนโลยี การลงทุน และเครือข่ายซัพพลายเชนของจีนอาจยังฝังลึกอยู่ หากจะทำเองก็คงยังไม่ง่าย การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นการควบคุมความเสี่ยงด้านการใช้ทรัพยากรเพื่อทำธุรกิจของหลายๆบริษัทเท่านั้น
มุมมองของไทยด้านการควบคุม Rare Earth
ส่วนของไทยเองหากมองในเชิงระบบ ไทยยังอยู่ในบทบาทของ “ผู้ใช้-ผู้นำเข้า-ผู้แปรรูปบางช่วง” ซึ่งหลายบริษัทที่ทำธุรกิจอยู่ก็ล้วนเป็นของต่างชาติ แปลว่าการเป็นประเทศต้นน้ำที่ทำเหมือง Rare Earth เชิงพาณิชย์อย่างจริงจังอาจยังทำได้ยาก รวมถึงยังมีผลกระทบด้านมลพิษที่หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยกำกับดูในกระบวนการ และกรอบด้านกฎหมายที่ชัดเจน ก็อาจเป็นเราเองที่เสียประโยชน์ มากกว่าได้อะไรกลับมา
ท้ายที่สุดการจัดตั้งหน่วยงานของอินโดนีเซีย จะควบคุมการใช้ทรัพยากร Rare Earth ได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่ากรอบกติกานั้นเข้มงวดมากพอหรือไม่ เพราะถ้ากติกายังไม่ชัดหรือโปร่งใสไม่พอ การจัดตั้งครั้งนี้ก็เป็นเพียงแผนที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงในระยะยาว
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
