
สังคม
นิวเคลียร์ใกล้ตัวกว่าที่คิด? เปิด 11 ผลงานไทย ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ดูแลความปลอดภัยรอบด้าน
15 ตุลาคม 2569
ตอนนี้โลกกำลังหมุนไปพร้อมแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดระหว่างประเทศ ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ไปถึงการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและพลังงาน ทำให้หลายประเทศต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
ไทยเองก็ต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกและการลดการพึ่งพาพลังงานรูปแบบเดิม ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งไทยและนานาประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สะท้อนทิศทางดังกล่าว คือการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการจัดหาพลังงาน
แต่การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ไม่ได้มีเพียงโจทย์ด้านการผลิตไฟฟ้า แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการปกป้องสุขภาพของประชาชนควบคู่กันไป
เพราะเมื่อพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์ เหตุการณ์เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ ไดอิจิ ยังคงเป็นตัวอย่างของอุบัติเหตุที่สร้างผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทำให้คำถามสำคัญว่า หากต้องนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้จริง ไทยมีระบบกำกับดูแลและมาตรการความปลอดภัยพร้อมแค่ไหน
โดยล่าสุด สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เปิดเผยแผนขับเคลื่อน 11 ผลงานเด่น ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ เพื่อวางรากฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี พร้อมยกระดับมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับระดับสากล
ปส. ยกระดับความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์และรังสี ผ่าน 5 มิติสำคัญ
ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลความปลอดภัยนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หรือ ปส. เข้ามาทำหน้าที่ปกป้องสุขภาพชีวิตของประชาชน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของชาติ จากปัญหานี้ ปส. ต้องยกระดับความรู้และเทคโนโลยี ขับเคลื่อนผ่าน 11 ผลงานเด่น เพื่อสร้างเกราะป้องกันประเทศอย่างรอบด้าน ทางปส. ได้แบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญ ดังนี้
มิติที่ 1: ความมั่นคงและการเตือนภัย
ยกระดับการเฝ้าระวังสู่มาตราฐานสากล: บริหารสถานีตรวจวัดสำคัญภายใต้สนธิสัญญา CTBT ได้แก่ สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี (RN65) และสถานีเฝ้าตรวจแผ่นดินไหว (PS41) เพื่อตรวจจับความผิดปกติและสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงในระดับนานาชาติ
เชื่อมต่อเครือข่ายเตือนภัยพิบัติประเทศ: ส่งข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนและคลื่นเสียงใต้น้ำ ให้กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมอุทกศาสตร์ เพื่อใช้สนับสนุนการเตือนภัยแผ่นดินไหวและสึนามิให้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
มิติที่ 2: ความปลอดภัยอาหารและสิ่งแวดล้อม
ตรวจทริเทียมอาหารทะเลนำเข้า: พัฒนาเทคนิควิเคราะห์สารทริเทียมในอาหาร เพื่อตรวจอาหารทะเลนำเข้า เพื่อรองรับมาตรการจัดการน้ำปนเปื้อนจากต่างประเทศ ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และเป็นฐานข้อมูลรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ในอนาคต
เฝ้าระวังรังสีแม่น้ำภาคเหนือ: ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจวัดรังสีและธาตุหายากในแม่น้ำ เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่ประเทศเพื่อนบ้าน
บริหารความเสี่ยงพื้นที่รังสีธรรมชาติสูง: เฝ้าตรวจพื้นที่ที่มีการแผ่รังสีตามธรรมชาติสูง เช่น ย่านบ่อน้ำร้อนหรือแนวหินแกรนิต เพื่อกำหนดมาตรการความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว
มิติที่ 3: การกำกับดูแลและตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางรังสี
ตรวจสอบความปลอดภัยสถานปฏิบัติการ: ตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและพื้นที่โดยรอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เช่น สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และโรงพยาบาล เพื่อคุมเข้มการบังคับใช้กฎหมายให้รัดกุม
เตรียมพร้อมฐานข้อมูลรับมือยามฉุกเฉิน: รวบรวมข้อมูลการตรวจวัดรังสีเชิงลึก เพื่อนำฐานข้อมูลมาตัดสินใจในการกำหนดมาตรการป้องกันอันตรายหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
คิดค้นวิธีวิเคราะห์สทรอนเซียมต้นทุนต่ำ: พัฒนาเทคนิคในการวิเคราะห์ตัวอย่างดินให้มีมาตรฐานอ้างอิงระดับสากล พร้อมช่วยลดต้นทุนการตรวจวิเคราะห์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
มิติที่ 4: ดูแลสุขภาพของประชาชนและผู้ปฏิบัติงาน
วัดเรดอนในพื้นที่ฝุ่น PM2.5: เริ่มโครงการวัดก๊าซเรดอนในพื้นที่พักอาศัย เพื่อหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดที่เป็นภัยต่อสุขภาพประชาชน
สร้างฐานข้อมูลรังสีคอสมิกสำหรับลูกเรือการบิน: ศึกษาวิจัยและจัดทำฐานข้อมูลการได้รับรังสีคอสมิกของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตามมาตรฐานสากล (ICRP) เพื่อวางแนวทางดูแลสุขภาพในระยะยาว
มิติที่ 5: การพึ่งพาตนเองและการนำเข้า
ผลิตเครื่องสำรวจรังสีจากฝีมือคนไทย: กลุ่มวิศวกรรมของ ปส. ได้ออกแบบและประกอบเครื่องสำรวจรังสี (Survey Meter) ขึ้นเอง โดยนำเข้าเฉพาะหัววัดจากต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนจากหลักแสนเหลือเพียงหลักหมื่นบาท ทำให้หน่วยงานสามารถจัดซื้อเครื่องมือกระจายเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินได้มากขึ้น
ก้าวต่อไปของไทยในยุคเทคโนโลยีนิวเคลียร์
ความคืบหน้าของ ปส. ใน 5 มิติ กับ 11 ผลงานที่นำเสนอ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามยกระดับการกำกับดูแลเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของไทย แต่สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่รวมถึงความพร้อมของระบบที่ต้องรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย
ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ แนวคิดการจัดตั้งกองทุนเยียวยา 15,000 ล้านบาท หรือความร่วมมือผ่านเครือข่าย TRADOS ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องติดตามทั้งในแง่ความคืบหน้า รายละเอียดการดำเนินงาน และประสิทธิภาพในการบังคับใช้จริง
เพราะท้ายที่สุด การมีเทคโนโลยีและมาตรการรองรับอาจยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งสำคัญคือระบบกำกับดูแลต้องทำงานได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบที่ชัดเจน หากเกิดความเสียหาย ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ประชาชนจะได้รับการเยียวยาอย่างไร และรัฐมีความพร้อมมากแค่ไหนในการรับมือกับเหตุไม่คาดคิด
สำหรับไทย โจทย์จึงไม่ใช่แค่การเดินหน้าเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้ทันโลก แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความก้าวหน้านี้มาพร้อมกับความปลอดภัยและกลไกคุ้มครองประชาชนที่เชื่อถือได้จริง
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐย้ำ! 16 ต.ค. ห้ามบินโดรนพื้นที่ VT R1 กรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยประชุม IMF–World Bank ฝ่าฝืนโดนปรับ-จำคุก
รัฐบาลประกาศห้ามบังคับหรือปล่อยโดรนในพื้นที่หวงห้ามเฉพาะ VT R1 Bangkok City ในวันที่ 16 ต.ค. 69 ตั้งแต่เวลา 00.01–23.59 น. เพื่อรักษาความปลอดภัยระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank)

รัฐย้ำ! 16 ต.ค. ห้ามบินโดรนพื้นที่ VT R1 กรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยประชุม IMF–World Bank ฝ่าฝืนโดนปรับ-จำคุก

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
