
ตอนนี้จีนกำลังเดินหน้าผลักดันแนวคิด Smart Campus อย่างเต็มที่ โดยโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2018 จากตอนแรกที่ใช้ระบบสแกนใบหน้าเพื่อเช็กเข้าโรงเรียนหรือหอพัก
แต่ตอนนี้พัฒนาไปไกลถึงขั้นใช้ AI คอยวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียนในห้องเรียนแบบ
เรียลไทม์แล้ว
แปลกตรงไหน? ทุกวันนี้หลายโรงเรียนก็ใช้ AI กันแล้ว
การติดตามพฤติกรรมนักเรียนดังกล่าว ถึงขั้นสามารถวิเคราะห์ได้เลยว่าเด็กกำลังตั้งใจเรียนอยู่หรือไม่ ผ่านข้อมูลพฤติกรรมแทบทุกด้านของนักเรียน
โดยหนึ่งห้องเรียน จะติดกล้อง AI ไว้อย่างน้อย 2 ตัว เพื่อคอยวิเคราะห์ว่านักเรียนกำลังตั้งใจเรียนอยู่หรือเปล่า เช่น มองกระดานบ่อยไหม แอบเล่นมือถือ ง่วง หลับ หรือมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากแค่ไหน
จากนั้นระบบจะนำข้อมูลทั้งหมดไปสรุปเป็นคะแนนหรือรายงานให้ครูใช้ประเมินนักเรียนแบบละเอียด ซึ่งโรงเรียนมัธยมในจีนกว่า 68% เริ่มนำระบบนี้เข้ามาใช้แล้ว โดยรัฐบาลจีนมีแผนจะขยายระบบนี้ให้ครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศภายในปี 2030
จากห้องเรียน สู่สนามสอบระดับชาติ
ระบบดังกล่าว ยังขยายไปใช้กับสนามสอบ Gaokao ซึ่งเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีนที่มีการแข่งขันสูงมาก โดยในห้องสอบจะมีทั้งระบบสแกนใบหน้า ประตูสแกนอัจฉริยะ ไปจนถึง AI ที่คอยจับพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายทุจริตในห้องสอบผ่านกล้องวิเคราะห์ภาพ
ห้องสอบพอเข้าใจได้ แต่ห้องเรียนเด็กจะอึดอัดไหม?
แม้บางฝ่ายจะมองว่านี่คือการพัฒนาการศึกษาให้ทันสมัยขึ้น แต่หลายฝ่ายกลับมองว่า เทคโนโลยีลักษณะนี้ กำลังทำให้ห้องเรียนกลายเป็นเหมือน “The Truman Show” ในชีวิตจริง เพราะนักเรียนถูกจับตาและประเมินตลอดเวลา
จนพื้นที่ที่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูก อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกพฤติกรรมถูกแปลงเป็นคะแนนและข้อมูล จนอาจารย์และนักวิชาการหลายคนก็กังวลว่า เด็กอาจเริ่ม “แกล้งตั้งใจเรียน” เพื่อให้ระบบมองว่าทำตัวดี มากกว่าจะเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
และแรงกดดันจากการถูกจับตาตลอดเวลา อาจกระทบต่อความมั่นใจ บุคลิกภาพ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในระยะยาว
สะท้อนให้เห็นเลยว่า การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษา อาจช่วยเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อีกมุม ก็ทำให้เกิดคำถามว่าเทคโนโลยีควรเข้ามาช่วยอย่างไร โดยไม่ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กรู้สึกว่าถูกควบคุมตลอดเวลา
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
