จากผู้ใช้สิทธิสู่ผู้ร่วมตรวจสอบ เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนจับตาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง
facebook Iconx Iconline Icon

สังคม

จากผู้ใช้สิทธิสู่ผู้ร่วมตรวจสอบ เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนจับตาความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการเลือกตั้ง คือการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบผลระหว่างนับคะแนนได้ เพื่อให้กระบวนการมีความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้สิทธิ

ซึ่งที่ผ่านมา ไทยเราก็มีการนำเทคโนโลยีมาใช้รายงานผลเลือกตั้งหลายครั้ง ทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และติดตามผลคะแนนผ่านช่องทางออนไลน์ได้

ในเชิงนโยบาย การรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ ถือเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และลดช่องว่างระหว่างการนับคะแนนกับการรับรู้ผล แต่การพึ่งพาแดชบอร์ดเพียงช่องทางเดียวนั้นยังมีข้อจำกัด เพราะประชาชนจะสามารถตรวจสอบได้เฉพาะข้อมูลที่ระบบแสดง และอาจเข้าถึงข้อมูลไม่ได้เมื่อระบบขัดข้อง

นอกจากนี้ ตัวเลขที่ปรากฏบนแดชบอร์ดยังเป็นข้อมูลที่ผ่านการบันทึกและประมวลผลมาแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ประชาชนจะตรวจสอบได้ยังไงว่าตัวเลขเหล่านั้นตรงกับผลคะแนนที่ประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง 

เมื่อประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับข้อมูล แต่สามารถช่วยตรวจสอบได้

แน่นอนว่าการตรวจสอบผลคะแนนที่รายงานผ่านระบบจำเป็นต้องมีหลักฐานต้นทางให้สามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลได้ 

ภาคประชาชนจึงเข้ามามีบทบาทในการเก็บข้อมูลและพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้เปรียบเทียบผลคะแนนผ่านความร่วมมือของนักพัฒนาเทคโนโลยี สื่อมวลชน เครือข่ายแรงงาน และอาสาสมัคร

ความร่วมมือนี้ทำให้เกิดการสร้างเทคโนโลยีเพื่อพลเมือง (Civic Tech)  มาช่วยให้การติดตามผลเลือกตั้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อมูลจากระบบรายงานผลทางการ แต่ยังมีข้อมูลจากภาคประชาชนให้ใช้ประกอบการตรวจสอบได้อีกทางหนึ่ง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Vote62 แพลตฟอร์มรายงานผลคะแนนแบบคราวด์ซอร์ส (Crowdsourcing) ที่พัฒนาขึ้นโดย opendream, iLaw และ Rocket Media Lab ซึ่งเปิดให้อาสาสมัครส่งข้อมูลผลคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งเข้าสู่ระบบ เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลอีกชุด ไว้สำหรับติดตามและเปรียบเทียบกับผลคะแนนที่เผยแพร่ออกมา ซึ่งก็เป็นช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบข้อมูลการเลือกตั้งได้มากขึ้น

นอกจากแพลตฟอร์มรวบรวมคะแนนแล้ว โซเชียลมีเดียอย่าง X , Facebook และ TikTok ยังเป็นอีกช่องทางที่ประชาชนใช้บันทึกและเผยแพร่ข้อมูลจากหน่วยเลือกตั้ง ทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และการถ่ายทอดสดระหว่างนับคะแนน โดยการระบุเวลา สถานที่ และรายละเอียดของเหตุการณ์จะช่วยให้ข้อมูลมีบริบทและนำไปตรวจสอบต่อได้

ข้อมูลจากพื้นที่จริงเหล่านี้สามารถใช้ประกอบการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งได้ ทั้งการติดตามเหตุการณ์ระหว่างนับคะแนนและการเปรียบเทียบภาพเอกสารแสดงผลคะแนนกับตัวเลขที่เผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์ หากพบข้อมูลที่ไม่ตรงกันหากพบความแตกต่าง ก็มีหลักฐานเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบย้อนกลับไปยังข้อมูลต้นทางและสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โซเชียลมีเดียจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางเผยแพร่ข่าวสาร แต่ยังเป็นพื้นที่แบ่งปันข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบการเลือกตั้งของประชาชนด้วย

ชี้ให้เห็นเลยว่า การเลือกตั้งในปัจจุบันนั้นประชาชนไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับผลคะแนน แต่เข้ามามีส่วนร่วมด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยรวบรวมข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลข และตรวจสอบความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ช่วยเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบผลคะแนน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมส่งเสริมความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งได้อย่างเป็นรูปธรรม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

8_รัฐในสหรัฐฯ_ร่วมกันฟ้อง_OpenAI_ข้อหาหลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยของเด็ก
ต่างประเทศสังคม

8 รัฐในสหรัฐฯ ร่วมกันฟ้อง OpenAI ข้อหาหลอกผู้ปกครองเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

8 รัฐของสหรัฐฯ ร่วมกันยื่นฟ้องบริษัท OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ต่อศาล โดยระบุว่าระบบ AI ขาดมาตรการความปลอดภัย และมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสภาพจิตใจและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน พร้อมกล่าวหาว่าบริษัทสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้ปกครองเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม

clock39 นาทีที่แล้ว
รัฐย้ำ_16_ต_ค_ห้ามบินโดรนพื้นที่_VT_R1_กรุงเทพฯ_เพื่อความปลอดภัยประชุม_IMF_World_Bank_ฝ่าฝืนโดนปรับ_จำคุก

รัฐย้ำ! 16 ต.ค. ห้ามบินโดรนพื้นที่ VT R1 กรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยประชุม IMF–World Bank ฝ่าฝืนโดนปรับ-จำคุก

clock1 ชั่วโมงที่แล้ว
นิวเคลียร์ใกล้ตัวกว่าที่คิด_เปิด_11_ผลงานไทย_ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ดูแลความปลอดภัยรอบด้าน

นิวเคลียร์ใกล้ตัวกว่าที่คิด? เปิด 11 ผลงานไทย ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ดูแลความปลอดภัยรอบด้าน

clock2 ชั่วโมงที่แล้ว