
หลายคนใช้ AI ถามเรื่องสุขภาพแทนการใช้การเสิร์ชมากขึ้น เพราะมันทั้งสะดวก รวดเร็ว และดูเหมือนจะตอบได้ทุกอย่าง ทำให้ AI กำลังกลายเป็นเหมือนหมอคนแรกของคนยุคใหม่โดยไม่รู้ตัว
ศูนย์วิจัยด้านการดูแลสุขภาพในอเมริกาของเวสต์เฮลท์-แกลลัป เผยว่ามีชาวอเมริกันกว่า 14 ล้านคน ไม่ไปหาหมอ เพราะเชื่อข้อมูลหรือคำแนะนำด้านสุขภาพจาก AI แทน แต่คำถามคือ AI ตอบเรื่องสุขภาพได้แม่นยำจริงเหรอ?
ผลวิจัยชี้ว่า AI แนะนำเรื่องสุขภาพผิดพลาดถึง 50%
ผลการวิจัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐฯ ที่ตีพิมพ์ใน วารสาร BMJ Open เอาแชตบอทที่คนใช้เยอะๆ อย่าง ChatGPT, Gemini, Grok, Meta AI และ DeepSeek มาทดสอบดูว่าให้ข้อมูลทางการแพทย์ได้ดีแค่ไหน โดยถามคำถามเกี่ยวกับสุขภาพทั้งหมด 50 ข้อ ครอบคลุมหลายเรื่อง เช่น มะเร็ง วัคซีน เซลล์ต้นกำเนิด โภชนาการ และสมรรถภาพทางร่างกาย
เชื่อไหมว่า เกือบ 20% ของคำตอบผิดพลาดอย่างมาก และ 50% มีบางจุดที่ผิดหรือคลาดเคลื่อน อีก 30% มีพลาดเล็กน้อย นั่นแปลว่าแทบทุกคำตอบมีปัญหาไม่มากก็น้อย และที่น่ากังวลคือ ไม่มีแชตบอทตัวไหนให้แหล่งอ้างอิงได้ถูกต้องครบเลยสักครั้ง
ผลวิจัยชี้ว่า แชทบอททั้ง 5 ตัวมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ตัวที่พลาดมากสุดคือ Grok คำตอบมีปัญหาถึง 58% รองลงมาคือ ChatGPT 52% และ Meta AI 50%
ส่องเหตุผลที่ทำให้คนเชื่อคำแนะนำเรื่องสุขภาพจาก AI
สิ่งที่ทำให้คนหลายคนเชื่อ และทำตามคำแนะนำจาก AI อธิบายได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “Automation Bias” เป็นแนวโน้มที่มนุษย์ไว้วางใจคำตอบที่สมเหตุสมผลของ AI มากเกินไป โดยเฉพาะคำตอบที่ดูมั่นใจ อ่านง่าย และมีหลักการ
อาการนี้จะยิ่งเกิดง่ายขึ้นเวลา AI ตอบด้วยศัพท์ยากๆ มีตัวเลขดูเป๊ะ ๆ หรือมีกราฟ/ภาพประกอบ เพราะมันทำให้คนรู้สึกว่าน่าเชื่อมาก ทั้งที่จริงๆ ข้อมูลอาจไม่ได้ถูกต้องเสมอไป
โดยงานวิจัยในปี 2019 พบว่าคนมีแนวโน้มเชื่อข้อมูลที่ผิดได้มากขึ้นถึง 23% เมื่อข้อมูลนั้นถูกนำเสนอพร้อมกราฟหรือแผนภูมิ ทั้งที่ภาพเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเพิ่มข้อมูลที่ถูกต้องขึ้นเลย แต่กลับทำให้ข้อมูลดูน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาคนอ่าน
ซึ่งบางที AI ก็มโนข้อมูลขึ้นมาเอง หรือเอาข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ข้อมูลจากกระทู้หรือโพสต์ในโซเชียลที่คนถกเถียงกันมาปะติดปะต่อจนดูน่าเชื่อถือ แต่ความจริงแล้วอาจผิดทั้งหมด ในวงการ AI เรียกปัญหานี้เรียกว่า “Hallucination”
แต่ก็ไม่ใช่ว่าคำตอบจาก AI จะไม่น่าเชื่อไปซะหมด
เพราะอีกมุมหนึ่ง AI ก็ยังมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเรื่องการให้ข้อมูลเบื้องต้น การอธิบายให้เข้าใจง่าย และช่วยสรุปความรู้ที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าถึงได้เร็วขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือ มันควรถูกใช้เป็นตัวช่วยไม่ใช่ตัวตัดสิน โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เพราะข้อมูลที่ได้ อาจยังผิดหรือไม่ครบถ้วนได้เสมอ ดังนั้นเวลาถามเรื่องสุขภาพจาก AI ควรใช้เพื่อประกอบความเข้าใจ แล้วตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือหมออีกครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
