
เพราะภาพลักษณ์อาจทำเราเชื่อแบบผิดๆ
กระแสข่าวฮุบกิจการคลินิก เชื่อว่าเป็นหนึ่งในข่าวที่คนให้ความสนใจไม่น้อยเมื่อหุ้นส่วนรายหนึ่ง ได้ออกมาเปิดใจอย่างหมดเปลือกในรายการโหนกระแสว่าถูกหุ้นส่วนปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
จนแฟนคลับหลายคนถึงกับอึ้งว่าคนที่เขาชื่นชอบที่ดูเก่ง เป็นคนที่ดี ไม่น่าทำเรื่องแบบนี้ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่คิดแบบนี้ เพราะนั่นคือความศรัทธาในตัวบุคคลที่ถูกบ่มเพาะจากความผูกพันธ์ที่เราเห็นเขาทุกวันในสื่อออนไลน์
ยิ่งหากบุคคลนั้นเป็นคนดัง มีภาพลักษณ์ชีวิตดี มีอาชีพที่คนศรัทธา แถมยังดูเป็นคนจิตใจดีด้วย คนที่เป็นแฟนคลับ หรือผู้ติดตามก็มักจะเชื่อจากมุมที่เขาต้องการนำเสนอให้ทุกคนเห็น
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความลุ่มหลงทั่วไป ซึ่งวันนี้จะชวนทุกคนมารู้จักกับ “Halo Effect” หรือความเอนเอียงทางทัศนคติทางความคิด การรับรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะเฉพาะบางอย่างที่มีผลต่อการประเมินภาพรวมของบุคคล เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมแค่เพราะเขาทำดีผ่านสื่อ เราถึงเชื่อว่าทั้งหมดคือเรื่องจริงแบบง่าย ๆ
“ภาพลักษณ์ที่สร้าง กับร่างที่เป็น” แยกให้ออก-พิจารณาก่อนเชื่อ
แน่นอนว่าถ้าเรามีความประทับใจในบุคคล แล้วเราคิดว่าเขาเป็นคนดี Halo Effect อาจทำให้เราเชื่อว่ามุมอื่น ๆหรือนิสัยส่วนตัวของเขาดีไปด้วย เหมือนกับที่เรามองเห็นคนที่ทำบุญบ่อย ๆ ผ่านโซเชียล ก็จะปักใจไปแล้วว่าในด้านอื่นเขาก็ต้องดีแน่ ๆ เป็นที่มาว่าทำไมสังคมบ้านเราถึงให้ความสำคัญกับ First Impression เพราะภาพลักษณ์ที่ดีจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นนั่นเอง
ซึ่งเรื่องนี้ก็มีงานวิจัยรองรับ โดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Frederick L. Wells ค้นพบ Halo Effect ครั้งแรกในปี 1907 จากการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพทางวรรณกรรมของผู้เขียน
ยกตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดจากกรณีพระวัดดังและหมอดูเซเลป ที่มีคดีฉ้อโกงเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำเอาหลายคนมึนงง เพราะภาพที่เห็นกันผ่านโซเชียล บุคคลเหล่านี้คือนักบุญ คนที่ดูอยู่กับความเป็นจริง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่สุดท้ายพอเรื่องแดง ทุกอย่างก็พลิกล็อก เหมือนหนังคนละม้วน
ยิ่งตอกย้ำให้เราต้องเลิกแพ้เสียงในหัวว่า ภาพลักษณ์ที่ดีไม่เท่ากับเป็นคนดีเสมอไป และต้องพิจารณาอย่างมีสติให้มากขึ้นก่อนจะเชื่ออะไรก็ตาม
เพราะปัจจุบันทุกข้อมูลที่โพสต์บนโซเชียลเผยแพร่ได้รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง บางปัญหาก็ผุดออกมาหลังมีข่าว และถูกขุดคุ้ยจนเป็นคดี
เหตุการณ์อาจจะยังชี้ชัดไม่ได้ว่าใครเป็นคนผิด เพราะต้องรอฟังเหตุผลจากทั้งสองฝั่ง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายได้มากที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้วความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ผลลัพธ์ของทุกการกระทำจะเป็นคำตอบให้กับสังคมได้ในที่สุด
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
