
สังคม
ทำไมฟีเจอร์ใหม่ Meta ที่อนุญาตให้คนอื่นนำรูปในไอจี เราไปใช้สร้างภาพ AI ทำไมกังวลกว่าที่คิด?
10 กรกฎาคม 2569
ล่าสุด Meta ตัดสินใจ ระงับฟีเจอร์ Muse Image เพียงไม่กี่วันหลังเปิดตัว หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องความเป็นส่วนตัวและการใช้รูปของผู้ใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างชัดเจน
เพราะฟีเจอร์ดังกล่าวเปิดให้ผู้ใช้สามารถนำรูปภาพและวิดีโอจากบัญชี Instagram แบบสาธารณะไปใช้เป็นต้นแบบในการสร้างภาพด้วย AI ได้
ซึ่งประเด็นที่หลายคนกังวลคือ ฟีเจอร์นี้ถูกตั้งค่าให้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น ที่หากเจ้าของบัญชีไม่ได้เข้าไปปิดการตั้งค่าด้วยตัวเอง
ระบบจะถือว่ายินยอมให้คนอื่นนำรูปและวิดีโอที่โพสต์ไปรีมิกซ์หรือใช้เป็นต้นแบบในการสร้างภาพ AI โดยที่เจ้าของบัญชีอาจไม่ได้รับการแจ้งเตือนด้วยซ้ำว่าคอนเทนต์ของตัวเองถูกไปใช้ จนถูกวิจารณ์ว่าขาดการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง
กระแสคัดค้านเกิดขึ้นจากทั้งผู้ใช้ และองค์กรด้านสิทธิความเป็นส่วนตัว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมบันเทิง เช่น SAG-AFTRA และ Creative Artists Agency (CAA) ที่เรียกร้องให้ Meta เปลี่ยนมาใช้ระบบ Opt-in หรือให้ผู้ใช้เป็นผู้กดยินยอมก่อนนำรูปไปใช้กับ AI แทนการเปิดใช้งานอัตโนมัติ
ถอดบทเรียนจาก Grok ที่หลายคนไม่อยากให้เกิดซ้ำ
หลายคนอาจยังจำกรณีของ Grok AI บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องการนำภาพของบุคคลอื่นไปสร้างภาพปลอม (Deepfake) ในทางไม่เหมาะสมจำนวนมากได้
เหตุการณ์ดังกล่าว สร้างผลกระทบต่อผู้ที่ถูกนำรูปไปใช้ ทั้งด้านชื่อเสียง ความเป็นส่วนตัว และความรู้สึกของผู้เสียหาย
เมื่อ Meta เปิดตัว Muse Image จึงทำให้เกิดความกังวลว่า อาจเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน หากรูปภาพของผู้ใช้ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยความเสี่ยงที่หลายฝ่ายจับตามอง ได้แก่
การแอบอ้างตัวตน มิจฉาชีพอาจนำรูปของเราไปสร้างบัญชีปลอมที่ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น เพื่อนำไปหลอกคนรู้จัก หลอกขายสินค้า หรือขอยืมเงิน
การนำภาพไปใช้ในทางเสียหาย รูปภาพอาจถูกนำไปดัดแปลง สร้างเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้เจ้าของภาพเสียชื่อเสียง หรือถูกนำไปใช้เพื่อกลั่นแกล้ง
การสูญเสียความเป็นส่วนตัว แม้ผู้ใช้จะตั้งบัญชีเป็นสาธารณะเพื่อให้คนอื่นเข้ามาดูได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องการให้ใครนำรูปของตัวเองไปใช้สร้างภาพใหม่ด้วย AI
พูดง่ายๆ คือจากเดิมที่ "โพสต์สาธารณะ" หมายถึงเปิดให้คนอื่นดูได้ อาจกำลังเปลี่ยนเป็นการเปิดโอกาสให้ AI และผู้อื่นนำภาพเหล่านั้นไปต่อยอดได้มากกว่าที่เจ้าของภาพคาดคิด
ซึ่ง Meta เองก็ยอมรับว่าบริษัทประเมินความคาดหวังของผู้ใช้ผิดพลาด พร้อมเผยว่าจะนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแนวทางการให้ผู้ใช้ควบคุมการนำข้อมูลไปใช้กับ AI ได้มากขึ้นในอนาคต
สะท้อนให้เห็นเลยว่า ความท้าทายของ AI ไม่ได้มีเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีให้เก่งขึ้น หากแต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับสิทธิของเจ้าของข้อมูล
เพราะแม้รูปภาพจะถูกเผยแพร่บนบัญชีสาธารณะ ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของรูปยินยอมให้นำไปใช้สร้างเนื้อหาด้วย AI เสมอไป และประเด็นเรื่อง “ความยินยอม” อาจกลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในอนาคต
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
