เมื่อ AI เลียนเสียงได้ จนคนดังต้อง จดลิขสิทธิ์เสียง ป้องกันตัว
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

เมื่อ AI เลียนเสียงได้ จนคนดังต้อง "จดลิขสิทธิ์เสียง" ป้องกันตัว

Clock Icon

26 พฤษภาคม 2569

ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปไกลจนสามารถเลียนแบบทั้ง “ตัวตน” และ “เสียง” ของมนุษย์ได้อย่างสมจริง แต่อีกด้านหนึ่ง AI ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพนำมาใช้หลอกลวงและสร้างความเสียหายได้เช่นกัน

“เสียง” ของมนุษย์ควรได้รับการคุ้มครองในฐานะทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่?

วันนี้ “เสียง” ไม่ได้เป็นเพียงอัตลักษณ์เฉพาะบุคคล แต่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสามารถถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ เทคโนโลยี AI จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สังคมหันมาตระหนักถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) มากขึ้น เพื่อป้องกันการแอบอ้างและคุ้มครองอัตลักษณ์เฉพาะตัวในยุคที่ AI สามารถเลียนแบบเสียงได้อย่างแนบเนียน

หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจของไทยคือ “ดีเจนุ้ย” ที่ได้ยื่นจดทะเบียน “เสียงหัวเราะ”
เป็นเครื่องหมายการค้ารูปแบบไม่ดั้งเดิม (Non-Traditional Trademark) ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อป้องกันการถูกนำเสียงไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูก AI นำไปแอบอ้างสร้างความเสียหาย

ภายใต้ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายไทยได้ขยายขอบเขตการคุ้มครองมาถึง “เครื่องหมายเสียง” เพื่อรองรับการใช้เสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอัตลักษณ์ทางการค้า โดยสามารถจดทะเบียนได้ หากเสียงนั้นมีความโดดเด่นเพียงพอในการสร้างการจดจำแก่สาธารณชน และสามารถบ่งบอกแหล่งที่มาของสินค้า บริการ หรือบุคคลได้อย่างชัดเจน

ต่างประเทศก็มีแนวคิดนี้เหมือนกัน

ในระดับสากล แนวคิดนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วกับศิลปินระดับโลกอย่าง Taylor Swift ที่มีการจดทะเบียนข้อความเสียง “Hey, it’s Taylor Swift” สำหรับใช้โปรโมตผลงานร่วมกับ Amazon Music รวมถึง “Hey, it’s Taylor” ที่ใช้ในคอนเทนต์โปรโมตบน Spotify

กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “เสียง” กำลังกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณค่า และเป็นสิ่งที่บุคคลสาธารณะเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้ในทางที่ผิด

ขณะเดียวกัน การสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ เพื่อให้ผู้คนสามารถปรับตัว เรียนรู้ และรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ ได้อย่างเท่าทัน โดยเฉพาะในยุคที่ภัยไซเบอร์และการแอบอ้างด้วย AI อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนในชีวิตประจำวัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock2 วันที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock2 วันที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock2 วันที่แล้ว