รัฐเร่งอุดช่องโหว่ไซเบอร์ สั่งใช้ MFA ด่วน หลังพบข้อมูลบัญชีรั่วไหลกว่า 221 ล้านราย
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

รัฐเร่งอุดช่องโหว่ไซเบอร์ สั่งใช้ MFA ด่วน หลังพบข้อมูลบัญชีรั่วไหลกว่า 221 ล้านราย

Clock Icon

7 สิงหาคม 2569

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยคณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) เปิดเผยว่าได้รับรายงานกรณีมีบุคคลเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยมิชอบ แล้วนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับหน่วยงานเจ้าของระบบกำลังเร่งควบคุมสถานการณ์ ตรวจสอบขอบเขตความเสียหาย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบทางเทคนิคเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบด้วยเทคนิคขั้นสูง แต่เป็นการนำชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่แล้วจากแหล่งภายนอกมาใช้ล็อกอินเข้าสู่ระบบด้วยข้อมูลรับรองที่ถูกต้อง ก่อนนำไปสืบค้นหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเกินกว่าสิทธิที่ได้รับอนุญาต ซึ่งแม้จะไม่ใช่การโจมตีที่ซับซ้อน แต่ก็ถือเป็นเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่ร้ายแรง อาจนำไปสู่ความเสียหายจากการเปิดเผยข้อมูล การสวมรอย การหลอกลวง หรือการปลอมแปลงเอกสาร

⚫️ พบข้อมูลบัญชีรั่วไหลเกี่ยวข้องกับไทยกว่า 221 ล้านรายการ

สกมช. รวบรวมข้อมูลชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านที่รั่วไหลจากหลายแหล่งทั่วโลก พบข้อมูลบัญชีรวมกว่า 56,000 ล้านรายการ ในจำนวนนี้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมากกว่า 221 ล้านรายการ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนรายการที่ตรวจพบจากหลายแหล่งและหลายช่วงเวลา ซึ่งอาจมีความซ้ำซ้อนหรือเป็นหลายบัญชีของบุคคลเดียวกัน จึงไม่ได้สะท้อนจำนวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งหมด แต่ก็ชี้ให้เห็นความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ที่ผ่านมา สกมช. ได้แจ้งเตือนหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบบัญชีที่มีความเสี่ยง เปลี่ยนรหัสผ่าน ระงับบัญชีที่ไม่จำเป็น ทบทวนสิทธิการเข้าถึง และยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบสำคัญและระบบที่จัดเก็บหรือเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

⚫️ เร่งใช้ MFA ปิดความเสี่ยงจากรหัสผ่านรั่วไหล

คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) เน้นย้ำให้หน่วยงานภาครัฐยกระดับระบบสำคัญและระบบที่จัดเก็บข้อมูลประชาชน ด้วยการเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย หรือ Multi-Factor Authentication (MFA) โดยด่วน โดยเฉพาะบัญชีผู้ดูแลระบบ บัญชีผู้มีสิทธิ์สูง บัญชีที่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และระบบที่เปิดให้เข้าถึงจากเครือข่ายภายนอก

MFA คือระบบที่กำหนดให้ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนมากกว่าหนึ่งขั้นตอน เช่น รหัส OTP การยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน หรือข้อมูลชีวมิติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้มาก เพราะแม้ผู้ไม่หวังดีจะทราบรหัสผ่านที่รั่วไหล ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้หากไม่มีปัจจัยยืนยันตัวตนเพิ่มเติม

กระทรวงดีอีระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าผู้ไม่หวังดีไม่จำเป็นต้องมีเทคนิคขั้นสูง เพียงมีชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านที่รั่วไหลก็อาจเข้าถึงข้อมูลประชาชนได้ หน่วยงานจึงไม่สามารถพึ่งพารหัสผ่านเพียงชั้นเดียวได้อีกต่อไป และได้สั่งการให้ สกมช. โดย ThaiCERT ร่วมกับหน่วยงานเจ้าของระบบเร่งพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วิเคราะห์ขอบเขตความเสียหาย ตรวจสอบบัญชีและเส้นทางการเข้าถึง ตลอดจนติดตามการนำข้อมูลไปเผยแพร่หรือใช้ประโยชน์โดยมิชอบ

⚫️ ย้ำผู้ดูแลข้อมูลต้องปฏิบัติตาม PDPA

กระทรวงดีอีและ สกมช. ย้ำว่า หน่วยงานที่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ตามมาตรา 37 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลส่วนบุคคลสูญหาย ถูกเข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อจำเป็นหรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป

หน่วยงานใดที่ได้รับแจ้งความเสี่ยงเรื่องบัญชีรั่วไหลแล้ว แต่ยังเพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ระงับหรือเปลี่ยนข้อมูลรับรอง ไม่ทบทวนสิทธิ และไม่เพิ่มมาตรการยืนยันตัวตนที่เหมาะสม อาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด และอาจต้องรับผิดตามกระบวนการของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

⚫️ ยกระดับการป้องกันไซเบอร์ เริ่มต้นได้จากทุกคน

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการปกป้องบัญชีออนไลน์อีกต่อไป การเปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA) จึงกลายเป็นมาตรฐานสำคัญที่ทั้งองค์กรและประชาชนควรนำมาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต

นอกจากนี้ ประชาชนควรระมัดระวังการหลอกลวงในรูปแบบฟิชชิง (Phishing) หรือการแอบอ้างจากมิจฉาชีพที่อาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลมาสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ควรเปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP หรือข้อมูลทางการเงินให้กับบุคคลที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ และควรตรวจสอบทุกการติดต่อผ่านช่องทางทางการก่อนดำเนินการใด ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock2 วันที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock2 วันที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock2 วันที่แล้ว