
ความยั่งยืน
เบื้องหลัง AI ใครเแบกรับต้นทุน? เมื่อ Data Center กลายเป็นโจทย์ท้าทายความยั่งยืนของโลก
14 ตุลาคม 2569
ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หาข้อมูล ไปจนถึงพูดคุยทั่วไปเพราะสามารถให้คำตอบได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาทีหลังป้อนคำถาม
แต่เบื้องหลังความเร็วของ AI เองก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายเช่นกัน เพราะความเร็วนั้นขึ้นอยู่กับการประมวลผลของ Data Center โดยมีเซิร์ฟเวอร์และชิปจำนวนมากคอยประมวลผล ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังงานไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนมหาศาล
โดยมหาวิทยาลัย Umeå University ประเทศสวีเดน มีรายงานคาดการณ์ว่า Data Center ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่า 80,000 ครัวเรือน เพราะต้องใช้ไฟฟ้าเดินระบบตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการระบายความร้อนอีกด้วย โดยอาจใช้น้ำ 4 ถึง 1.5 ล้านลิตรต่อวัน และหากเกิดไฟฟ้าขัดข้อง Data Center ก็จำเป็นต้องนำพลังงานสำรองที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง PM2.5 มาใช้อีกด้วย
นอกจากนี้ การสร้าง Data Center บางแห่งยังต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ และอาจกระทบพื้นที่ป่า เช่นในฟินแลนด์ มีรายงานว่ามีบางบริษัทถางป่าและตัดต้นไม้เป็นบริเวณกว้างกว่า 1,800 ไร่ หรือประมาณ 740 เอเคอร์
Data Center จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของ AI แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญด้านความยั่งยืน เมื่อความต้องการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ เราจะทำให้ Data Center เติบโตได้โดยไม่สร้างภาระด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสังคมให้ผู้อื่นต้องแบกรับแทนได้ยังไง
ทางออกอยู่ตรงไหน? เมื่อ Data Center ต้องเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืน
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด โดยบริษัทเทคโนโลยีสามารถจัดหาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าได้
แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ก็ยังต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องของพลังงานด้วย เพราะ Data Center จำเป็นต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ขณะเดียวกัน Data Center ยังสามารถใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านระบบ Demand Response ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการปรับลดหรือเลื่อนการใช้ไฟฟ้าบางส่วนในช่วงที่ความต้องการพลังงานสูง
ซึ่งอาศัยการประสานงานกับผู้ให้บริการระบบไฟฟ้า วิธีนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อโครงข่ายในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงได้ แต่ต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่ไม่กระทบต่อการทำงานสำคัญของ Data Center
นอกจากลดการใช้ไฟฟ้าแล้ว การลดปริมาณน้ำที่ใช้ระบายความร้อนก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ Data Center สามารถทำได้นอกเหนือจากวิธีเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดแล้ว
เพราะในปัจจุบันยังมีแนวทางลดการใช้พลังงานและทรัพยากรใน Data Center หลายรูปแบบ เช่น การใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศหรือของเหลวเพื่อจัดการความร้อนจากเซิร์ฟเวอร์
หรือแม้กระทั่งการนำ AI มาช่วยควบคุมระบบทำความเย็นให้เหมาะสมกับภาระงาน และการปรับปรุงประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์ให้ใช้พลังงานน้อยลง ขณะเดียวกัน การออกแบบระบบระบายความร้อนให้หมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำยังช่วยลดการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองได้
Data Center ที่ดี ต้องไม่ผลักภาระให้โลกและประชาชนเป็นผู้แบกรับต้นทุน
แม้จะมีแนวทางลดผลกระทบหลายรูปแบบ แต่การขยายผลในวงกว้างยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่เพียงพอ หากต้นทุนจากการขยาย Data Center ยังตกอยู่กับชุมชน
ภาครัฐจึงควรเข้ามาการวางกติกาให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อผลกระทบ ทั้งการเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากร และการร่วมแบ่งเบาค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ความยั่งยืนของ Data Center จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการใช้ทรัพยากรให้น้อยลง แต่คือการรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความก้าวหน้าไม่กลายเป็นการผลักภาระให้สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้แบกรับต้นทุนแทน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ Big Tech กับพลังงานนิวเคลียร์ ทางออกพลังงานสะอาด หรือกลยุทธ์ชะลอแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม?
การเติบโตของ AI ไม่เปลี่ยนเพียงโลกเทคโนโลยี แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานทั่วโลก เพราะเบื้องหลังการทำงานของ AI คือ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่ง AI พัฒนาและมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ความต้องการไฟฟ้าก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ยุทธศาสตร์ Big Tech กับพลังงานนิวเคลียร์ ทางออกพลังงานสะอาด หรือกลยุทธ์ชะลอแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม?

Nuuly แพลตฟอร์ม เช่าเสื้อผ้ารายเดือนกับเป้าหมายยืดอายุเสื้อผ้าไปพร้อมกับลดขยะจาก Fast Fashion
