ถอดบทเรียนน้ำท่วม ทำไม Data Silo ถึงอาจทำให้ การรับมือวิกฤต ยากขึ้น
facebook Iconx Iconline Icon

สังคม

ถอดบทเรียนน้ำท่วม ทำไม Data Silo ถึงอาจทำให้ “การรับมือวิกฤต” ยากขึ้น

วิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุด เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งฝนตกหนักในพื้นที่เอง น้ำจากพื้นที่โดยรอบ และน้ำเหนือที่ไหลมาสมทบ ทำให้หลายพื้นที่มีน้ำสะสมและระบายไม่ทัน

เมื่อสถานการณ์ มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ใช้ในการรับมือจึงมาจากหลายด้าน ตั้งแต่ข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำจากเขื่อน ระบบระบายน้ำ การแจ้งเตือนผ่านมือถือ ไปจนถึงข้อมูลความเสียหายในพื้นที่ ทว่า ข้อมูลเหล่านี้ก็อยู่ในความดูแลของหน่วยงานหลายส่วน หรือที่เรียกกันว่า Data Silo 

“การมองความเสี่ยง” ต้องอาศัยข้อมูลมากกว่าหนึ่งมุม

ปัญหา Data Silo เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะแต่ละหน่วยงานอาจมีข้อมูลที่จำเป็นต่อสถานการณ์อยู่คนละส่วน เช่น หน่วยงานหนึ่งมีข้อมูลฝน อีกหน่วยงานมีข้อมูลระดับน้ำ ขณะที่อีกหน่วยงานดูแลระบบระบายน้ำ หากข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกนำมาเชื่อมกัน ก็ยากที่จะเห็นว่าสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางไหนบ้าง

แต่หากนำข้อมูลฝนมาประเมินร่วมกับระดับน้ำ ความสามารถในการระบายน้ำ และสภาพพื้นที่ ก็จะช่วยประเมินได้ว่าจุดไหนกำลังมีความเสี่ยงและควรแจ้งเตือนก่อน จนนำไปสู่การวางแผนรับมือที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือระบบแจ้งเตือนภัย ที่ต้องอาศัยทั้งข้อมูลจากพื้นที่ การประเมินสถานการณ์ และอำนาจในการส่งข้อความแจ้งเตือน ที่หากแต่ละขั้นตอนต้องส่งข้อมูลต่อกันหลายทอด การแจ้งเตือนก็อาจมาถึงหลังจากสถานการณ์เริ่มรุนแรงแล้ว

ลด Data Silo ด้วยการ “สร้างความพร้อม” ในการเชื่อมโยงข้อมูล 

ปัจจุบันไทยเรามีเทคโนโลยีช่วยติดตามสถานการณ์น้ำได้ละเอียดขึ้น ทั้งภาพถ่ายจากดาวเทียม ระบบตรวจวัดภาคพื้นดิน และเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล 

ปัญหาคือ แต่ละเทคโนโลยีล้วนให้ข้อมูลคนละแบบ เช่น ดาวเทียมช่วยให้เห็นพื้นที่ที่มีน้ำ ระบบตรวจวัดช่วยบอกระดับน้ำ ณ จุดต่างๆ ขณะที่ระบบพยากรณ์ช่วยคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น ข้อมูลจากแต่ละระบบจึงเปรียบเสมือนคนละชิ้นส่วนของสถานการณ์ ที่หากนำมาเชื่อมโยงกัน ก็จะช่วยให้เห็นสถานการณ์น้ำได้ครบขึ้น 

แต่การที่จะนำข้อมูลหลายแหล่ง หลายรูปแบบมาใช้ร่วมกัน ข้อมูลเหล่านั้นต้องถูกตรวจสอบและจัดให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ก่อน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นภาพสถานการณ์เดียวกัน และตัดสินใจรับมือได้ทันเวลา รวมถึงสามารถแจ้งประชาชนได้ชัดเจนว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยงและควรเตรียมตัวอย่างไร

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มเทคโนโลยีหรือข้อมูล แต่คือมีระบบที่สามารถทำให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมข้อมูลให้เป็นภาพเดียว “ก่อนสื่อสารสู่ประชาชน”

เมื่อข้อมูลจากหลายแหล่งถูกนำมาเชื่อมกันแล้ว ขั้นต่อไปคือทำให้ข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่การตัดสินใจและการเตือนภัยได้อย่างทันท่วงที การเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยกระบวนการทำงานที่เชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบข้อมูล การตัดสินใจออกคำเตือน ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลให้ประชาชน 

ขณะเดียวกัน คำเตือนไม่ควรบอกเพียงว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น แต่ควรระบุข้อมูลที่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ เช่น พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ ระดับหรือความรุนแรงของสถานการณ์ ช่วงเวลาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสิ่งที่ควรทำต่อไป

ถอดบทเรียนวิกฤต สู่การวางระบบรับมือครั้งต่อไป

การรับมือน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบข้อมูลที่ช่วยให้โครงสร้างเหล่านี้ทำงานได้ร่วมกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน คลองผันน้ำ หรือประตูระบายน้ำ ล้วนต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาเพื่อใช้วางแผนและตัดสินใจ

สิ่งที่ต้องวางควบคู่กันคือมาตรฐานข้อมูลร่วม เพื่อให้ข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันได้ โดยอาจใช้ระบบกลางหรือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเข้ามาช่วย 

ขณะที่แต่ละหน่วยงาน ก็ยังคงรับผิดชอบข้อมูลของตนเองได้ตามเดิม ส่วนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงสาธารณะ ก็ควรเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย พร้อมมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลไปวางแผนและเตรียมรับมือได้ด้วยตนเอง

และเมื่อมีระบบแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการทดสอบว่าระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้จริง จึงควรมีการฝึกซ้อมร่วมกันเป็นระยะ ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล การประเมินสถานการณ์และตัดสินใจ ไปจนถึงการส่งคำเตือน เพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้าใจบทบาทและขั้นตอนการทำงานก่อนที่จะต้องนำไปใช้ในสถานการณ์จริง

บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การจัดการน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างระบบที่ทำให้ข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล 

ซึ่งก็จะสามารถนำไปต่อยอดกับงานด้านอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการให้บริการประชาชนเพื่อให้ข้อมูลที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ได้ทันเวลา ตั้งแต่การตัดสินใจของหน่วยงาน การแจ้งเตือนประชาชน ไปจนถึงการส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ต้องการได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ_AI_ยังเป็นความลับอยู่ไหม_เมื่อระบายกับ_AI_แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
ต่างประเทศสังคม

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

clock12 ชั่วโมงที่แล้ว
รัฐจับมือ_IMF_World_Bank_เปิดแผน_Bangkok_Blueprint_ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์

clock13 ชั่วโมงที่แล้ว
ธนาคารทั่วโลกถูกจับตา_หลังหน่วยงานสั่งตรวจ_AI_ขั้นสูง_เสี่ยงสั่นคลอนระบบการเงิน
ต่างประเทศสังคม

ธนาคารทั่วโลกถูกจับตา! หลังหน่วยงานสั่งตรวจ AI ขั้นสูง เสี่ยงสั่นคลอนระบบการเงิน

clock15 ชั่วโมงที่แล้ว