
Schleswig-Holstein รัฐทางตอนเหนือของเยอรมนี ทยอยเลิกใช้ซอฟต์แวร์ของ Microsoft แล้วหันไปใช้โอเพ่นซอร์สมากขึ้น ซึ่งรัฐคาดการณ์ว่าจะช่วยประหยัดค่าลิขสิทธิ์ได้ราว 15 ล้านยูโรต่อปี
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การ “ย้ายเพราะประหยัดงบประมาณ” เพราะมีประเด็นที่สำคัญกว่า โดยการเปลี่ยนผ่านนี้คือส่วนหนึ่งของเป้าหมายเรื่อง อธิปไตยข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถทำงานได้อย่างอิสระ ปลอดภัย และไม่ผูกติดกับผู้ขายรายเดียว
หากดูจากเอกสาร “Open Innovation and Open Source Strategy” ของ Schleswig-Holstein ชี้ว่าการพึ่งพาซอฟต์แวร์ปิดจากผู้ให้บริการรายเดียวมากเกินไป ทำให้มีความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนระยะยาว ความยืดหยุ่นในการเลือกใช้เทคโนโลยี และความสามารถในการควบคุมโครงสร้างดิจิทัลของตัวเอง จึงต้องปรับแผนเปลี่ยนไปสู่รูปแบบโอเพ่นซอร์สเป็นแทน
อย่างการใช้ Open Document Format (ODF) และใช้ LibreOffice เป็นโปรแกรมสำนักงานแทน ซึ่งอธิบายว่า LibreOffice จะใช้งานได้ทั้งบน Windows และ Linux จึงเหมาะกับการนำมาใช้ ช่วงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านระบบพร้อมระบุว่า LibreOffice ถูกใช้งานเป็นระบบมาตรฐานในหน่วยงานจำนวนมากมีสัดส่วนอยู่เกือบ 80% ของการใช้ในหน่วยงานราชการ และส่วนที่เหลืออีก 20% ยังคงใช้ Word และ Excel อยู่บ้าง
โดยการเปลี่ยนผ่านนี้ จะสอดคล้องกับทิศทางของยุโรปที่มองว่า “โอเพ่นซอร์ส” ไม่ใช่แค่ของถูกหรือของฟรี แต่เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้รัฐและองค์กรในประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีรายเดียวมากเกินไป พร้อมมีแผน European Commission Open Source Strategy 2020-2023 ที่สนับสนุนการใช้โอเพ่นซอร์สอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่ม “ความเป็นอิสระทางดิจิทัล” ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ก็มีแนวคิด Data Sovereignty ที่เชื่อมโยงไปถึงการสร้างโครงการอย่าง GAIA-X ที่ OECD อธิบายว่าจะเน้นให้ข้อมูลของยุโรปถูกจัดการอย่างเป็นระบบ และทำงานร่วมกันได้ระหว่างหลายระบบ (interoperability) แบบไม่ถูกผูกกับผู้ให้บริการรายเดียวเช่นกัน
นี่คือตัวอย่างการลดพึ่งพาต่างชาติ ที่เรากำลังเริ่มเห็นหลายประเทศพยายามทำให้ข้อมูลและระบบงานสำคัญของภาครัฐอยู่ในการควบคุมของตัวเองได้มากที่สุด เพื่อลดการผูกขาดทางข้อมูลบนแพลตฟอร์มต่างชาติ และเพิ่มอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยีในอนาคต
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี ที่จะพัฒนาและยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้ที่ Tech Movement
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
