
ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจาก AI ในปัจจุบัน ถือเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนที่สุดต่อระบบการเงินโลก เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์ให้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
⚫️ AI ทำให้ภัยไซเบอร์รุนแรงและซับซ้อนขึ้น
Andrew Bailey ประธาน Financial Stability Board (FSB) และผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ได้ส่งจดหมายถึงบรรดารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G20 ก่อนการประชุมสำคัญในสัปดาห์นี้ ใจความสำคัญระบุว่า AI มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งความเร็ว ขนาด และต้นทุนของการโจมตีทางไซเบอร์ไปโดยสิ้นเชิง
FSB มองว่า AI รุ่นใหม่สามารถช่วยให้ผู้ไม่หวังดีค้นพบช่องโหว่ของระบบได้รวดเร็วกว่าที่เคย ทำให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งอุดช่องโหว่ ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย และพัฒนากระบวนการกู้คืนระบบให้ทันต่อรูปแบบการโจมตีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หากระบบทดสอบและแผนรับมือเหตุการณ์ไซเบอร์ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน ความเสี่ยงนี้อาจลุกลามจากระดับองค์กรไปสู่เสถียรภาพของตลาดการเงินโดยรวม
⚫️ ความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่
สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ หลายประเทศทั่วโลกยังไม่มีกลไกหรือระบบที่เพียงพอในการกำกับดูแลการนำโมเดล AI ขั้นสูงมาใช้งานในภาคการเงิน ทำให้เกิดช่องว่างที่อาจถูกใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดได้
การที่สถาบันการเงินทั่วโลกพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า หากผู้ให้บริการเหล่านี้เกิดเหตุขัดข้อง ถูกโจมตี หรือมีข้อจำกัดในการให้บริการ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดและสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการเงินโลกได้
ดังนั้นควรให้ทุกประเทศร่วมกันผลักดันให้มีการกำกับดูแล AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบในระดับสากล เพื่อให้ความสามารถของโมเดล AI เติบโตควบคู่กับมาตรการด้านความยืดหยุ่น (Resilience) และการเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยง
⚫️ บทเรียนจากเหตุการณ์ที่จุดชนวนความกังวล
ความกังวลของ FSB เกิดขึ้นต่อเนื่องจากหลายเหตุการณ์สำคัญในปี 2026 เช่น การที่รัฐบาลสหรัฐจำกัดการเข้าถึงโมเดล Mythos ของ Anthropic ในช่วงเปิดตัว และกรณีที่ OpenAI เปิดเผยว่า AI Agent หลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบและสามารถเจาะระบบของ Hugging Face ได้ระหว่างการทดลอง
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า ความท้าทายของ AI ในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมแล้ว ยังเป็นดาบสองคมที่อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางการเงินโลกได้เช่นกัน หากขาดการกำกับดูแลและความร่วมมือ การหาสมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยงจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาแนวทางในการรับมือต่อไปในอนาคต
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล
หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
