
ธุรกิจไอที
สหรัฐฯ จะ “ยืนหนึ่งด้านเทคโนโลยี” ได้อีกนานแค่ไหน? เมื่อจีนเร่งเครื่องมาแบบติดๆ
22 สิงหาคม 2569
โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ AI กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแข่งขันของประเทศ ทำให้การชิงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
วันนี้ สหรัฐฯ ยังถือว่าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก เพราะมีต้นทุนที่เหนือกว่าชาติอื่นๆหลายด้าน ทั้งชิป AI ซอฟต์แวร์ Cloud เงินทุน และยังเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จำนวนมาก
จึงเกิดคำถามว่า ความได้เปรียบนี้ จะทำให้สหรัฐฯ ยังครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งเทคของโลกต่อไปได้อีกนานแค่ไหน
สหรัฐฯ ยังได้เปรียบจากความเป็น “ผู้นำของแพลตฟอร์ม”
ฝั่งสหรัฐฯ มีจุดแข็งจากการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มสำคัญระดับโลกมากมาย
เพราะบิ๊กเทคหลายเจ้าอย่าง NVIDIA , AMD และ Broadcom ก็มีบทบาทในตลาดชิปสำหรับ AI โดยเฉพาะ GPU และ AI Accelerator ซึ่งเป็นหัวใจของการประมวลผล AI ในปัจจุบัน
แนวทางหลักๆของสหรัฐฯก็คือ เน้นสร้างเทคโนโลยีให้ดี แล้วทำให้คนทั่วโลกเลือกใช้ ยิ่งมีผู้ใช้งานมาก Ecosystem ก็ยิ่งแข็งแรง และยิ่งทำให้ผู้ใช้งานย้ายออกไปใช้ระบบอื่นได้ยากขึ้น หรือเกิดสิ่งที่เรียกว่า Vendor Lock-in
ดังนั้น กลยุทธ์ของสหรัฐฯ คือการแข่งขันด้วย “Platform Leadership” หรือการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มสำคัญที่คนอื่นจำเป็นต้องใช้
จีนแข่งด้วยความเร็ว เน้นสร้าง เน้นใช้ เน้นขยาย
ในขณะที่สหรัฐฯ มีจุดแข็งจากการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีสำคัญหลายด้าน จีนเลือกเดินอีกทางด้วยการเร่งสร้าง AI Ecosystem ของตัวเองให้ครบทั้งระบบ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้มากที่สุด
หนึ่งในสิ่งที่จีนกำลังผลักดันอย่างจริงจังคือ Open-weight Models โมเดล AI ที่เปิดเผย Model Weights ให้ Developer สามารถดาวน์โหลด นำไป Deploy และพัฒนาต่อยอดได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผย Training Data หรือ Source Code ทั้งหมดของโมเดล
ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่ช่วยลดต้นทุนในการนำ AI ไปใช้งาน เพราะบริษัทและนักพัฒนาไม่จำเป็นต้องสร้างโมเดลใหม่ตั้งแต่ต้น แต่นักพัฒนาสามารถนำโมเดลที่มีอยู่ไปใช้หรือปรับให้เหมาะกับงานของตัวเองได้เลย
ทำให้ Open-weight Models ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เพราะ ต้นทุนต่ำ และนำไปใช้กับงานได้หลากหลาย
สำหรับจีน โมเดลนี้ก็ถือเป็นใบเบิกทางด้านโอกาสทางธุรกิจ เพราะจีนกำลังลงทุนมหาศาลทั้งใน AI ชิป และ Data Center หากพึ่งพาเฉพาะตลาดในประเทศ อาจไม่เพียงพอกับการลงทุนที่เกิดขึ้น
การมีโมเดลที่ต้นทุนต่ำและนำไปใช้งานได้ง่าย จึงช่วยเปิดทางให้บริษัทจีนขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ เข้าถึงนักพัฒนาและผู้ใช้งานได้มากขึ้น พร้อมสร้างรายได้กลับมาสนับสนุนการพัฒนา AI ของจีนต่อไป
ซึ่งก็เชื่อมโยงกับอีกเป้าหมายที่จีนกำลังทำควบคู่กัน คือการลงทุนอย่างหนักใน Domestic Supply Chain ตั้งแต่ชิป ระบบประมวลผล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เทคโนโลยีแต่ละส่วนสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ภายในประเทศ
แนวทางทั้งหมดจึงสะท้อนเป้าหมายของจีนค่อนข้างชัดว่า จีนอาจไม่ได้ต้องการสร้างเพียง เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในทุกด้าน แต่ต้องการสร้างระบบที่ ครบ ใช้งานได้จริง และเดินต่อได้ด้วยตัวเอง
ผู้นำวันนี้ อาจไม่ใช่ผู้ชนะในวันหน้า?
ทั้งสองมหาอำนาจต่างมีจุดแข็งและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สหรัฐฯ ยังได้เปรียบในเรื่อง นวัตกรรม แพลตฟอร์มระดับโลก และฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ ขณะที่จีนมีจุดเด่น เรื่องความเร็วในการผลักดันเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริง และการขยายให้เกิด Scale ภายในประเทศ
ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองว่าสหรัฐฯ จะยังครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีไปได้อีกนาน แต่ในวันนี้เราอาจต้องคิดใหม่ เพราะจีนกำลังแสดงให้เห็นว่า ความเร็วในการพัฒนา การลงทุนอย่างต่อเนื่อง และกำลังคนจำนวนมหาศาล สามารถเป็นแรงผลักที่ทำให้จีนไล่ตามสหรัฐฯ มาอย่างติดๆ
นี่คือเกมยาวที่ยังต้องจับตากันต่อไปว่า การลงทุนและการพัฒนาของทั้งสองประเทศจะไปได้ไกลแค่ไหน และเมื่อเกมนี้เดินต่อไปเรื่อย ๆ ใครจะเป็นฝ่ายขึ้นมาครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในท้ายที่สุด
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล
หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
