
ถ้าพูดถึงเทคโนโลยี AI ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือการลดภาระงานซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ในปัจจุบัน ยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลายบริษัทกำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านจากพนักงานที่มีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงานและความไว้วางใจในที่ทำงาน รวมถึงข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีนี้
จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่า ชาวอเมริกันกว่า 53% ยังคงกังวลว่า AI จะทำให้คนในครอบครัวต้องตกงาน และรู้สึกว่าบทบาทหน้าที่ของตนเองมีความจำเป็นน้อยลง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่หลายองค์กรมักมองข้าม ในการสื่อสารเพื่อสร้าง "ความเชื่อมั่น" ให้กับพนักงาน
🔴 ทำไมถึงเกิดกระแสการต่อต้าน AI?
พนักงานจำนวนมากรู้สึกไม่สบายใจกับ AI และภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับงานของพวกเขา ความกังวลเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากความกลัวในระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่อาจเข้ามาแทนที่มนุษย์ และก่อให้เกิดกระแสต่อต้าน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องกลับมาทบทวนแนวทางในการใช้เครื่องมือ AI และการสื่อสารเพื่อให้พนักงานรับทราบถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีเหล่านี้
Gartner มองว่าเกือบทุกองค์กรมี "แผนงานด้าน AI" แต่กลับไม่มี "แผนที่ตรงไปตรงมา" ว่าเทคโนโลยีนี้จะกระทบต่อคน จังหวะการทำงาน และเส้นทางการเติบโตของผู้นำรุ่นถัดไปอย่างไร
🔴 กรณีศึกษา 3 บริษัท: แนวทางสื่อสารที่น่าจับตา
1. Ironclad — เปลี่ยนกรอบความคิดจาก "ลดต้นทุน" สู่ "เร่งการเติบโต"
แทนที่จะพูดเรื่อง AI ในมุมประหยัดต้นทุน บริษัทเลือกสื่อสารว่า AI คือตัวเร่งศักยภาพ พร้อมให้ความสำคัญกับการเสริมทักษะพนักงานผ่านคอร์สเรียนและการเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่สำคัญคือบริษัทพยายามสร้างความไว้วางใจด้วยการสื่อสารทั้ง “โอกาส” และ “ข้อจำกัด” ของ AI อย่างตรงไปตรงมา
2. Superhuman — ให้แต่ละทีมขับเคลื่อนแผนงาน AI เอง
แทนที่จะสั่งการจากผู้บริหารลงมา บริษัทได้เปิดโอกาสให้แต่ละทีมที่อยู่กับปัญหามากที่สุดเป็นผู้เลือกเครื่องมือใหม่ ๆ และทดลองหาวิธีทำงานที่เหมาะสมกับตัวเอง ผลลัพธ์คือพนักงานรู้สึกไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของนโยบายที่บริษัทนำมาใช้เพื่อลดต้นทุน แต่เป็นสิ่งที่พนักงานมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
3. Torani — ยึดมั่นในวัฒนธรรมองค์กรเดิม แต่เปลี่ยนวิธีพูดเรื่องเทคโนโลยี
บริษัทผลิตไซรัปอายุกว่า 103 ปีแห่งนี้ไม่เคยเลิกจ้างพนักงานเลยตลอดที่ผ่านมา และยึดหลักว่าจะไม่ใช้เทคโนโลยีมาแทนที่แรงงานคน แล้วเลือกสื่อสารแทนว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น พร้อมกับใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป ทดลองนำร่องทีละขั้น และเปิดให้พนักงานมีส่วนร่วมออกแบบการเปลี่ยนแปลงเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่าย
🔴 เมื่อการสื่อสารเรื่อง AI สำคัญไม่แพ้ตัวเทคโนโลยี
ข้อมูลจาก Software Finder ระบุว่า 53% ของคนทำงานกังวลว่าเครื่องมือ AI จะทำให้บทบาทของพวกเขามีความจำเป็นน้อยลง
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเลือกเทคโนโลยีหรือการปรับกระบวนการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการบริหารความรู้สึกและความเชื่อมั่นของคนในองค์กร
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะมีประสิทธิภาพมากเพียงใด หากพนักงานมองว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นเพื่อแทนที่พวกเขา ความร่วมมือก็อาจกลายเป็นแรงต้าน
ในทางกลับกัน หากองค์กรสามารถทำให้พนักงานเชื่อได้ว่า AI ถูกนำเข้ามาเพื่อช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้พวกเขาพัฒนาทักษะใหม่ ๆ การเปลี่ยนผ่านก็อาจเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นกว่าเดิม
จากกรณีศึกษาที่ได้กล่าวไป ชี้ให้เห็นว่า "ความไว้วางใจ" คือรากฐานสำคัญที่สุดของการสื่อสารเรื่อง AI การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่ควรเริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นในตัวพนักงาน ผู้เป็นกำลังหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงาน และนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การนำมาแทนที่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
