
ตอนนี้คนไทยหันมาใช้ E-Commerce เป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้า ส่งผลให้ตลาด E-Commerce ในไทย ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ 2 ใน 3 ของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยถูกครอบครองโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ
ซึ่งทุกครั้งที่เราซื้อของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เราไม่ได้จ่ายแค่เงิน แต่เรายังจ่ายข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดให้แพลตฟอร์ม ทั้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร บัตรเครดิต รวมถึงประวัติการสั่งซื้อ และในบางแพลตฟอร์มยังมีการให้กู้เงินและบริการผ่อนชำระ ทำให้ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินมหาศาลถูกรวบรวมไว้ในระบบหลังบ้านที่เราไม่มีทางเห็น และไม่รู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกใช้ยังไงและใช้โดยใครบ้าง
ในขณะเดียวกัน บางแพลตฟอร์มกลับปล่อยให้ร้านค้าที่ไม่มีตัวตนมาขายของปลอมได้ เมื่อเกิดปัญหากับผู้บริโภค แพลตฟอร์มมักไม่มีการรับผิดชอบใดๆ เพราะอ้างว่าเป็นแค่ตัวกลางในการซื้อขายเท่านั้น ทั้งที่ธุรกรรมจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มพวกเขาทั้งหมด
เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอิทธิพลต่อประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ภาครัฐฯต้อง เข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและสิทธิของผู้บริโภค
10 ก.ค.68 ที่ผ่านมา จึงมีกฎหมายบังคับให้ แพลตฟอร์ม E-Commerce ทั้งหมด 19 แพลตฟอร์ม
ตามเอกสารประกาศราชกิจจาฯ เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด มีระบบตรวจสอบผู้ขายที่ชัดเจน และต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตัวเองหากมีการโกงผู้ซื้อ
โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม มาตรา 20 ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจด้วยเช่นกัน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
