AI อาจเป็นเทรนด์ แต่ Data Center โครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำให้โลกยุคใหม่เดินหน้าต่อได้
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

AI อาจเป็นเทรนด์? แต่ Data Center = โครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำให้โลกยุคใหม่เดินหน้าต่อได้

Clock Icon

30 กรกฎาคม 2569

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา "AI" ได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในด้านเทคโนโลยี บริษัทชั้นนำระดับโลกต่างเร่งลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโมเดล AI การสร้างศูนย์ข้อมูล Data Center และจัดหาชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

แต่เมื่อการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนทั่วโลกกลับเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า เงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ถูกทุ่มลงไปนั้น จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่

แม้ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิปบางรายจะเกิดความผันผวน

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงชัดเจน คือ "AI ไม่สามารถทำงานได้ หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ"

หากพูดให้เห็นภาพ AI อาจเป็นสมองของโลกยุคใหม่ แต่ Data Center คือร่างกายที่ทำให้สมองนั้นสามารถคิด วิเคราะห์ และประมวลผลได้อย่างต่อเนื่อง

🟢 เมื่อ AI เติบโต ความต้องการ Data Center ก็เติบโตตาม

ทุกครั้งที่ผู้ใช้งานพิมพ์คำถามลงใน AI สร้างภาพจากข้อความ หรือให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เบื้องหลังการทำงานทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นบนอุปกรณ์ของผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นภายในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงนับหมื่นถึงนับแสนตัว

ยิ่งองค์กรทั่วโลกนำ AI มาใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การให้บริการลูกค้า หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ความต้องการใช้ทรัพยากรด้านการประมวลผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ Data Center กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล

🟢 Data Center กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน

หากในอดีต การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต้องอาศัยถนน ท่าเรือ สนามบิน หรือระบบไฟฟ้า

ซึ่งในปัจจุบัน Data Center กำลังมีบทบาทไม่ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น ที่เป็นศูนย์กลางของการให้บริการคลาวด์ การประมวลผล AI การจัดเก็บข้อมูลภาครัฐและภาคธุรกิจ ตลอดจนรองรับบริการดิจิทัลที่ประชาชนใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น การโอนเงินผ่านแอปธนาคาร การยื่นเอกสารและตรวจสอบสิทธิสวัสดิการผ่านระบบออนไลน์ของหน่วยงานราชการ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้าน Data Center พร้อมดึงดูดการลงทุนจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

🟢 ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของคลื่นการลงทุนครั้งนี้?

ประเทศไทยกำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนด้าน Data Center มากขึ้น โดยรับแรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้บริการคลาวด์ของภาคธุรกิจและภาครัฐ รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ ประเทศไทยเริ่มถูกมองว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center ที่มีศักยภาพในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม และระบบนิเวศทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยว่า ธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2569 คาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 47.2% ของมูลค่าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ไทยโดยรวม เนื่องจากองค์กรธุรกิจไทยมีแนวโน้มหันมาเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แทนการลงทุนเอง

ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจบริการดาต้าเซ็นเตอร์คาดว่าจะขยายตัว 9% ในปี 2569 ตามความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดภาคการเงิน และตลาดภาคค้าส่ง-ค้าปลีก ที่คาดว่าจะเติบโต 9.5% และ 9.7% ตามลำดับ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น ขณะที่ตลาดภาคบริการสุขภาพ คาดว่าจะขยายตัว 6.5% ตามกระแสรักสุขภาพและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการขยายตัวของบริการสุขภาพดิจิทัล

อีกทั้งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้รวมมีทิศทางเติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี ความต้องการบริการจัดเก็บข้อมูลในไทยส่วนใหญ่ราว 95% มาจากองค์กรธุรกิจเอกชน โดยเติบโตตามความเปลี่ยนแปลงในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในธุรกิจ

🟢 “INETREIT” ตัวอย่างการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย

ในบริบทนี้ INETREIT ถือเป็นตัวอย่างของกองทรัสต์ที่ลงทุนเฉพาะในสินทรัพย์ประเภท Data Center โดยเป็นกองทรัสต์แรกและกองเดียวในไทยที่ลงทุนตรงในสินทรัพย์ประเภท Data Center ทั้งหมด

ที่ผ่านมากองทรัสต์ INETREIT ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ล่าสุดกองทรัสต์ได้เข้าลงทุนเพิ่มเติมในโครงการ INET-IDC3 เฟส 2 ส่วนขยาย ซึ่งแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2568 ด้วยมูลค่าการระดมทุนครั้งนี้ 2,415 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการระดมทุนสะสมของ INETREIT รวมสูงถึงกว่า 9,250 ล้านบาท และดันมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทรัสต์แตะระดับ 10,035 ล้านบาท

ด้านผลประกอบการ ในปี 2568 INETREIT มีรายได้รวม 724.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 106.93 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 17.30% ขณะที่รายได้จากการลงทุนสุทธิอยู่ที่ 551.65 ล้านบาท เติบโตถึง 26.53% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับบริการดิจิทัล การประมวลผลข้อมูล และการเติบโตของ AI ในอนาคต

🟢 ทำไม Data Center ถึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตา

โดย Data Center เป็นสินทรัพย์เชิงโครงสร้างพื้นฐาน (Digital Infrastructure Asset) ที่มีลักษณะเด่นคือ การใช้เงินลงทุนสูง การทำสัญญาเช่าระยะยาว และกระแสรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง สามารถสร้างผลตอบแทนจากค่าเช่าพื้นที่ การให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาวได้

ไม่ว่า AI หรือเทคโนโลยีใดจะได้รับความนิยมในอนาคต แต่ท้ายที่สุดทุกบริการดิจิทัลล้วนต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับ

ดังนั้น หาก AI คือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ Data Center ก็คือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้พลังนั้นเกิดขึ้นได้จริง และยิ่งโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลและการประมวลผลกลายเป็นหัวใจของทุกอุตสาหกรรม บทบาทของ Data Center ก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในฐานะรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock2 วันที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock2 วันที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock2 วันที่แล้ว