
ทุกอย่างที่ทำในสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็น แชท ถ่ายรูป เปิดแผนที่ หรือโอนเงิน ข้อมูลส่วนตัวและกิจกรรมทั้งหมด ล้วนถูกประมวลผลโดยซอฟต์แวร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมือถือ ซึ่งระบบเหล่านี้ทำงานด้วยซอร์สโค้ด ชุดคำสั่งต้นฉบับที่นักพัฒนาสร้างขึ้น เพื่อให้ระบบและแอปฯ ทำงานได้ตามที่ออกแบบ เปรียบเสมือนโครงสร้างของระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ทั้งหมด นั่นหมายความว่าถ้าเข้าถึงได้ จะสามารถรู้ได้ว่าโปรแกรมทำงานอย่างไร เก็บข้อมูลอะไร และมีช่องโหว่ตรงไหน ทำให้ป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์ได้มากขึ้น
ตอนนี้รัฐบาลอินเดียกำลังพิจารณาแผนยกระดับความปลอดภัยสมาร์ทโฟนครั้งใหญ่ โดยเสนอร่างกฎหมายที่บังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและบริษัทเจ้าของระบบปฏิบัติการอย่าง Apple, Samsung, Google, Xiaomi ส่งซอร์สโค้ดของระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ให้รัฐบาลตรวจสอบ
โดยร่างข้อเสนอดังกล่าวครอบคลุมหลายด้าน เช่น การแจ้งรัฐบาลก่อนปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ ให้ผู้ใช้ลบแอปฯ ที่ติดมากับเครื่องได้ หรือแม้แต่การจำกัดสิทธิ์เข้าถึงกล้อง ไมโครโฟน หรือพิกัดตำแหน่งของผู้ใช้แม้แอปฯทำงานเบื้องหลัง เพราะระบบปฏิบัติการสามารถอนุญาตหรือปฏิเสธสิทธิ์เหล่านี้ได้โดยอัตโนมัติ แต่หากมีช่องโหว่ ก็อาจทำให้โปรแกรมเหล่านี้เข้าถึงผู้ใช้ได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้รัฐมองว่าการเข้าไปดูซอร์สโค้ดจะทำให้สามารถค้นหาจุดอ่อนเหล่านี้ได้ลึกกว่าการตรวจสอบแค่ระดับแอปฯ
ทำไมอินเดียถึงต้องการคุมความปลอดภัยมือถือถึงระดับซอร์สโค้ด?
ที่ผ่านมาอินเดียโดนฉ้อโกงทางออนไลน์และการรั่วไหลของข้อมูลเพิ่มขึ้น รายงานภัยคุกคามทางไซเบอร์ของอินเดียปี 68 พบว่า อินเดียมีการตรวจจับมัลแวร์กว่า 369 ล้านครั้ง โดยอุปกรณ์ Android เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ถูกโจมตีมากที่สุด ซึ่งภัยส่วนใหญ่ที่พบคือมัลแวร์ 42% โปรแกรมที่อาจไม่พึงประสงค์ (PUP) 32% แอดแวร์ (Adware) 26%
ซึ่งนักวิจัยพบว่ามีแอปฯ อันตรายบน Google Play จำนวนมากกว่า 239 ตัว ที่ปลอมตัวเป็นเครื่องมือช่วยทำงานหรือแอปฯเพิ่มประสิทธิภาพ แต่จริงๆ แล้วมีมัลแวร์แฝง ที่สามารถขโมยข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลธนาคาร ข้อมูลส่วนตัว เปิดทางให้มัลแวร์อื่นหรือผู้โจมตีเข้าควบคุมมือถือ แอบติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ เพื่อนำไปใช้โจมตีหรือโฆษณาได้ และตั้งแต่ มิ.ย. 67 – พ.ค. 68 ซึ่งแอปฯเหล่านี้ถูกดาวน์โหลดรวมกว่า 42 ล้านครั้งทั่วโลก โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุด
นอกจากนี้ อินเดียยังเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของการโจมตีมือถือทั่วโลก คิดเป็น 26% ของเหตุการณ์โจมตีทั่วโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกา 15% และแคนาดา 14% สะท้อนให้เห็นว่าระบบความปลอดภัยของมือถือยังมีช่องโหว่หลายจุด เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้น
เปิดมุมมองฝ่ายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่อร่างกฎหมายนี้
Apple, Samsung, Google และ Xiaomi รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรม MAIT ได้ออกมาแย้งแนวคิดของรัฐบาลอินเดียหลายประเด็น เช่น การบังคับให้แจ้งรัฐบาลก่อนปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์ใหญ่ๆนั้นทำได้ยาก เพราะการแก้ไขช่องโหว่ต้องทำเร็วเพื่อปกป้องผู้ใช้ ความล่าช้าจากขั้นตอนรัฐบาลอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้
ส่วนการที่ให้ผู้ใช้สามารถลบแอปฯ ที่ติดมากับเครื่องได้ บริษัทต่างๆก็อ้างว่าแอปพลิเคชันจำนวนมากเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบที่ไม่สามารถลบออกได้ และการจำกัดสิทธิ์เข้าถึงกล้อง ไมโครโฟน หรือพิกัดของผู้ใช้ แม้แอปฯ ทำงานเบื้องหลังนั้น ผู้ผลิตมองว่าอาจทำให้แอปฯบางตัวใช้งานไม่ได้ ทำให้การใช้งานยุ่งยาก จนผู้ใช้เกิดความไม่พอใจ และนักพัฒนาต้องแก้ระบบเยอะมาก พร้อมบอกว่ามาตรการนี้เป็นแนวคิดใหม่ ที่ไม่มีประเทศไหนเคยทำมาก่อน จึงยังไม่มีแบบแผนหรือแนวทางชัดเจนให้ผู้ผลิตและนักพัฒนาปฏิบัติตาม
รวมถึงยังมีประเด็นสำคัญที่บริษัทมองว่า การบังคับให้ส่งซอร์สโค้ดให้รัฐ นั่นหมายถึงการเปิดเผยโครงสร้างของระบบทั้งหมด ซึ่งหากเกิดการรั่วไหลออกไป จะไม่ใช่แค่ความลับทางธุรกิจที่เสียหาย แต่ยังเสี่ยงไปถึงข้อมูลผู้ใช้ และลดความเชื่อมั่นในระบบอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการหารือและรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทเทคโนโลยี โดยยังไม่มีการบังคับใช้หรือกำหนดข้อบังคับใดๆ อย่างเป็นทางการ
แต่หากมีการบังคับใช้สำเร็จ กระบวนการนี้จะเป็นการสร้างกรอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านมือถือ เพื่อปกป้องผู้ใช้และข้อมูลส่วนตัวในยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์สูงขึ้น แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อนวัตกรรม ความลับทางธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้ใช้
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
