นูทานิคซ์เผยผลสำรวจ ECI ชี้ AI เร่งองค์กรภาครัฐทั่วโลก ปรับสู่ระบบคอนเทนเนอร์ และ อธิปไตยทางข้อมูล
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

Nutanix เผยผลสำรวจ ECI ชี้ AI เร่งองค์กรภาครัฐทั่วโลก ปรับสู่ระบบคอนเทนเนอร์ และ อธิปไตยทางข้อมูล

Clock Icon

15 กันยายน 2569

อธิปไตยทางข้อมูลและช่องว่างด้านการกำกับดูแล กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาทั่วโลก

นูทานิคซ์ (Nutanix) เปิดเผยผลการสำรวจล่าสุดจากรายงานดัชนีคลาวด์องค์กรภาคสาธารณะประจำปี 2569 (2026 Public Sector Enterprise Cloud Index หรือ "ECI report") ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ผู้นำด้านไอทีในหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลรักษาระบบไอทีเดิมที่เป็นฐานรองรับบริการสาธารณะที่สำคัญ เช่น ประกันการว่างงาน สิทธิหลักประกันสุขภาพ การบริหารจัดการภาษี และการแจ้งเหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะ กับความจำเป็นที่ต้องเร่งนำสถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ คอนเทนเนอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้งานให้ทันกับความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายนี้ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น จากแรงกดดันที่ Broadcom เร่งผลักดันให้ลูกค้าย้ายออกจากแพลตฟอร์ม VMware ไปสู่พอร์ตโฟลิโอใหม่ภายในเดือนตุลาคม 2570 ประกอบกับแนวโน้มที่ซอฟต์แวร์ ERP เริ่มปรับไปให้บริการผ่านคอนเทนเนอร์มากขึ้น ส่งผลให้ทีมไอทีภาครัฐต้องประเมินโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับทั้งแอปพลิเคชันแบบเวอร์ชวลไลซ์ (Virtualization) และคอนเทนเนอร์ (Container) ภายใต้ระบบควบคุมเดียวกัน

รายงาน ECI ฉบับนี้จัดทำโดย Wakefield Research ให้กับนูทานิคซ์ จากการสำรวจความคิดเห็นผู้นำด้านไอทีในหน่วยงานภาครัฐระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น รวมถึงสถาบันการศึกษาทั้งขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษา ซึ่งเผยให้เห็นทั้งแรงขับเคลื่อนและช่องว่างสำคัญในการนำ AI มาใช้งานจริงในภาคสาธารณะ

AI เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่คอนเทนเนอร์ แต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ

ผลสำรวจชี้ว่า 86% ของผู้นำด้านไอทีในองค์กรภาคสาธารณะ ระบุว่า AI กำลังเร่งให้เกิดการใช้งานคอนเทนเนอร์ในองค์กรของตน และ 83% ระบุว่าได้เริ่มสร้างแอปพลิเคชันใหม่บนคอนเทนเนอร์แล้ว สะท้อนว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) รุ่นใหม่ ๆ ที่เปิดตัวอย่างต่อเนื่องนั้น ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ทำงานบนคอนเทนเนอร์ แม้สภาพแวดล้อมโดยรวมของหลายหน่วยงานจะยังคงพึ่งพาเวอร์ชวลแมชชีนเป็นหลักก็ตาม

แต่ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานไอทีกลับมีมากกว่าที่ตัวเลขข้างต้นสะท้อนให้เห็น โดย 73% ของผู้นำด้านไอที ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร (on-premises) ของตนยังไม่พร้อมเต็มที่สำหรับรองรับเวิร์กโหลด AI ขณะที่ฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ ทั้ง GPU ตัวเร่งความเร็ว และเทคโนโลยีหน่วยความจำ ต่างทยอยเปิดตัวเร็วกว่าที่องค์กรจะประเมินและปรับตัวได้ทัน

นูทานิคซ์มองว่าโจทย์สำคัญของแพลตฟอร์มไอทีในวันนี้ คือการเลือกโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรื้อและออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา

อธิปไตยทางข้อมูล : รากฐานความไว้วางใจที่มากกว่าการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

ด้าน อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐไม่อาจมองข้าม เนื่องจากมีน้ำหนักมากกว่าเพียงรายการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด (compliance checklist)

รายงาน ECI ระบุว่า อธิปไตยทางข้อมูลที่แท้จริงหมายถึงความสามารถในการควบคุมการดำเนินงานได้ในทุกเลเยอร์ ครอบคลุมตั้งแต่สถานที่จัดเก็บข้อมูล การปกป้องคุ้มครองข้อมูล การยืนยันตัวตนและสิทธิ์การเข้าถึง การจัดการกุญแจเข้ารหัส การไหลเวียนของข้อมูลในเครือข่าย การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน ตลอดจนการฟื้นฟูระบบและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

ผลสำรวจยังพบว่า 91% ของผู้บริหารด้านไอทีภาคสาธารณะ เชื่อว่าเครื่องมือและเอเยนต์ AI ที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ สร้างความเสี่ยงต่อพันธกิจและการดำเนินงานขององค์กร ขณะที่ 80% ของผู้นำด้านไอทีจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่สำรวจ ระบุว่าอธิปไตยทางข้อมูลเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูง หรือเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการตัดสินใจเลือกโครงสร้างพื้นฐานไอที

นูทานิคซ์ระบุว่า สถาปัตยกรรมคลาวด์แบบกระจายศูนย์ภายใต้อธิปไตยทางกฎหมายและข้อมูล (Distributed Sovereign Cloud) ที่สามารถบังคับใช้การกำกับดูแลข้อมูล การจัดการกุญแจเข้ารหัส และนโยบายเครือข่ายได้อย่างสอดคล้องกัน ทั้งในระบบภายในองค์กร บนคลาวด์ และ edge กำลังกลายเป็นแนวทางหลักที่นำไปปฏิบัติได้จริงในอนาคต

Shadow AI ขยายตัว สะท้อนช่องว่างด้านการกำกับดูแลที่ตามไม่ทัน

หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลจากรายงานฉบับนี้ คือการแพร่กระจายของ Shadow AI หรือการที่พนักงานในหน่วยงานนำเครื่องมือ AI มาใช้งานเองโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายไอที โดยผลสำรวจพบว่า 96% ของผู้นำด้านไอที เคยพบแอปพลิเคชัน AI ที่พนักงานในหน่วยงานอื่นนำมาใช้เองโดยไม่ผ่านฝ่ายไอที

นูทานิคซ์ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าพนักงานหันไปใช้เครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง ดังนั้นเป้าหมายขององค์กรจึงไม่ใช่การสกัดกั้นการใช้งาน แต่คือการเปลี่ยนให้การใช้งาน AI ดำเนินผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตและมีการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการ

การทำงานแบบไซโลระหว่างหน่วยงานยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้บริหารจัดการได้ยากขึ้น โดย 84% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่าไซโลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กับฝ่ายไอที เป็นอุปสรรคสำคัญต่อประสิทธิภาพของการดำเนินโครงการเทคโนโลยี

ต้นทุนแฝง: เวลาที่สูญเสียไปกับงานบำรุงรักษาระบบเดิม

รายงานยังอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินของสหรัฐฯ (U.S. GAO) ที่ระบุว่า หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องใช้งบประมาณด้านไอทีสูงถึงราว 80% ไปกับค่าดำเนินการและบำรุงรักษาระบบเดิม ทั้งการแพตช์ การอัปเกรด และการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม เหลืองบประมาณเพียง 20% สำหรับการพัฒนานวัตกรรมและปรับปรุงระบบให้ทันสมัย ซึ่งเป็นรูปแบบปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในหน่วยงานระดับรัฐ ท้องถิ่น และสถาบันการศึกษาเช่นกัน

นูทานิคซ์ชี้ว่า AI ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนเวลาดังกล่าว เนื่องจากทุกชั่วโมงที่องค์กรต้องเสียไปกับการบำรุงรักษาระบบเดิม คือเวลาที่ใช้ไปกับการเทรนหรืออัปเดตโมเดล AI การเปิดใช้งานบริการใหม่ การเชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์รุ่นล่าสุด การยกระดับการกำกับดูแลข้อมูล และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ

จากข้อมูลในรายงาน ECI นูทานิคซ์สรุปแนวทางเชิงกลยุทธ์ 3 ประการที่หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาเพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีสำหรับยุค AI ได้แก่

  1. ปิดช่องว่างระหว่างคลาวด์เนทีฟและไฮบริด เลือกใช้แพลตฟอร์มที่ทำงานได้อย่างสอดคล้องกันไม่ว่าจะอยู่บนสภาพแวดล้อมใด เพื่อรองรับการขยายการใช้งาน AI ในวงกว้าง

  2. มองโครงสร้างพื้นฐานเป็นเลเยอร์ของการกำกับดูแล แพลตฟอร์มที่เหมาะสมต้องสามารถบังคับใช้นโยบาย จัดการระบบยืนยันตัวตน และรักษาความสามารถในการตรวจสอบได้ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่พึ่งพาเพียงการควบคุมระดับแอปพลิเคชัน

  3. ยกระดับกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่วันนี้ หน่วยงานที่ปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ จะมีความพร้อมมากกว่าในการปรับใช้ AI อย่างรับผิดชอบและรองรับภารกิจในวงกว้าง

นูทานิคซ์ระบุว่า องค์กรภาคสาธารณะที่มีศักยภาพมากที่สุดในการนำ AI มาใช้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามกฎระเบียบ คือองค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ซึ่งรองรับได้ทั้งเวอร์ชวลแมชชีนและคอนเทนเนอร์ ครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมภายในองค์กรและ edge พร้อมรองรับทั้งเวิร์กโหลดปัจจุบันและบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในอนาคต แทนที่จะนำโซลูชันเฉพาะทางมาประกอบรวมกันเพื่อรองรับแต่ละเวิร์กโหลดแยกกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock2 วันที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock2 วันที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock2 วันที่แล้ว