
ประเด็นร้อนรับปีใหม่กับการบุกจับ มาดูโร ผู้นำประเทศเวเนซุเอลา จากกองกำลังของสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลต่อการจับกุมนี้ว่า กระทรวงยุติธรรมได้ร้องขอความช่วยเหลือทางทหารเพื่อเข้าจับกุมตัวนายมาดูโร ที่ถูกคณะลูกขุนใหญ่ในนิวยอร์กสั่งฟ้อง พร้อมกับภรรยาและลูกชาย ผู้นำทางการเมืองอีก 2 คน รวมถึงบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้นำแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ
หลังเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น คนส่วนใหญ่ก็ออกมาวิเคราะห์การหลายมุมมอง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ก็ได้พูดถึงทรัพยากรน้ำมันที่สหรัฐฯ เองหมายปองที่จะเข้าควบคุมมานานแล้ว นี่จึงเป็นจังหวะทองที่จะเข้าไปรวบผลประโยชน์เอาไว้ แต่ความน่าสนใจของการเคลื่อนไหวนี้ มีคนที่ออกมาวิเคราะห์กันอีกมุมมองว่านี่คือ การสกัดกั้นอำนาจของจีน เวเนซุเอลาจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้น
เพราะเวเนซุเอลา เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของการควบคุม 2 มหาสมุทร จนนำไปสู่การครอง กรีนแลนด์ ?
ต้องอธิบายก่อนว่าทำไมการเข้ายึดเวเนซุเอลา ถึงพาให้ไปถึงการควบคุมกรีนแลนด์ในอนาคต โดย รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม นักเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ก็ได้ออกมาให้ความเห็นว่า เวเนซุเอลา อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเป้าหมายใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการจริงๆ คือ การควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมสองมหาสมุทร ระหว่างแปซิฟิกและแอตแลนติก
การแทรกแซงทางการเมืองในเวเนซุเอลา เพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของ นิโกลัส มาดูโร ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจาก อูโก ชาเบส ไม่ได้เป็นแค่อุดมการณ์หรือประชาธิปไตยแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมัน และการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางตอนเหนือของอเมริกาใต้
ซึ่งถ้ามองในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เวเนซุเอลาอาจถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สร้างแรงกดดันไปยังพื้นที่สำคัญอย่าง ปานามา และ นิคารากัว โดยถูกมองว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาเส้นทางลัดเชื่อมสองมหาสมุทรในอนาคต
โดยมีเป้าหมายถัดไปคือ “โคลัมเบีย” ซึ่งประธานาธิบดี Gustavo Petro ก็แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อปฏิบัติการของ Delta Force ของสหรัฐฯ และบอกว่านี่คือ การละเมิดอธิปไตยและขาดความชอบธรรม ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น อาจกลัวถูกปฏิบัติเหมือนกับ นิโกลัส มาดูโร เพราะโคลัมเบียเองยังเจอปัญหาการค้ายาเสพติดอย่างหนัก
ซึ่งหากสหรัฐสามารถควบคุม 2 มหาสมุทรได้ เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอาจขยายเพิ่มไปถึงพื้นที่ แคนาดาและกรีนแลนด์ ซึ่งมีความสำคัญทั้งในมิติความมั่นคง การค้า และการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต
ล่าสุดทรัมป์เองก็ได้ให้สัมภาษณ์ หลังจากมีการเข้าควบคุมเวเนซุเอลาว่า “สหรัฐจำเป็นต้องมี Greenland เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ” ยิ่งตอกย้ำความพยายามที่เคยประกาศว่าสหรัฐฯ ต้องการจะซื้อกรีนแลนด์ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้ว่าการตอบรับจากกรีนแลนด์และเดนมาร์กจะไม่ยอมรับความต้องการนี้ก็ตาม
นอกจากนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นเหมือนการท้าชนมหาอำนาจอย่างจีน ที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อเวเนซุเอลาโดยเฉพาะด้านการค้าน้ำมัน เพราะหลังทูตพิเศษของจีนเข้าพบพบคือนิโคลัส มาดูโร ไม่นานสหรัฐฯก็เปิดปฏิบัติการทันที กลายเป็นคำเตือนครั้งใหญ่ที่จีนเองก็โมโหไม่น้อย โดยมีการประนามการกระทำต่อเหตุการณ์นี้ไว้อย่างดุเดือด
เรื่องนี้กำลังย้ำชัดว่า “การแทรกแซงจากต่างชาติ” อาจน่ากลัวยิ่งกว่าภัยความมั่นคงในประเทศ
เวเนซุเอลา กำลังกลายเป็นประเทศตัวอย่างของการแทรกแซงทางการเมืองจากต่างชาติครั้งใหญ่ จากการมีเป้าหมายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลก ยิ่งหากประเทศไหนมีจุดอ่อนภายในเยอะ อย่างระบบบริหารจัดการของรัฐ ที่ไม่โปร่งใส เกิดการคอร์รัปชันยืดเยื้อ หรือพึ่งพาอำนาจและผลประโยชน์จนประเทศ “ยืนด้วยตัวเองได้ยาก”
ก็จะยิ่งทำให้เกิดช่องโหว่ให้คนที่ต้องการทรัพยากรหรือควบคุม เข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะผ่านการเงิน การเมือง หรืออำนาจต่อรองรูปในแบบอื่นก็ตาม ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่เศรษฐกิจหรือการเมืองระยะสั้น แต่อาจลามไปถึงการที่ประเทศสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจของตัวเอง จนความเป็นชาติอาจถูกสั่นคลอนในระยะยาว
ดังนั้น การบริหารจัดการโครงสร้างภายในที่ดี และไม่พึ่งพาต่างชาติมากจนเกินไป จะเป็นทางรอดที่ช่วยให้เราไม่ต้องตกเป็นทรัพยากรของชาติอื่นไปแบบง่ายๆ
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
