ทำไมจีนถึงมอง One Person Company เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

ทำไมจีนถึงมอง "One-Person Company" เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI?

Clock Icon

15 กันยายน 2569

การใช้งาน AI ในจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยปริมาณการใช้ Token เพิ่มจากราว 1 แสนล้าน Token ต่อวันในต้นปี 2024 เป็นมากกว่า 30 ล้านล้าน Token ต่อวันในกลางปี 2025 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 300 เท่า

ขณะเดียวกัน AI ก็สามารถเข้ามาช่วยทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่เขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงวางแผนการตลาด ทำให้คนคนเดียวสามารถรับผิดชอบงานได้หลายด้านโดยไม่ต้องมีทีมขนาดใหญ่

จนเกิดแนวคิด “บริษัทคนเดียว” หรือ One-Person Company: OPC และกลุ่ม “Super Individual” ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงานตั้งแต่เขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงวางแผนการตลาด โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมงานขนาดใหญ่เหมือนในอดีต

แต่การทำธุรกิจด้วยคนเพียงคนเดียวก็มีข้อจำกัด เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว ความต้องการด้านทรัพยากรก็เพิ่มขึ้นตาม ทั้งพลังประมวลผลที่มีต้นทุนสูง ข้อมูลคุณภาพที่หาได้ยาก ไปจนถึงการขาดพื้นที่และโอกาสในการนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองใช้จริงกับลูกค้า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากไปต่อได้ไม่ไกล แม้จะมีเทคโนโลยี AI อยู่ในมือก็ตาม

รัฐบาลเข้ามาหนุน SME ให้ธุรกิจ AI ไปได้ไกลขึ้น?

เพื่อไม่ให้ข้อจำกัดเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของผู้ประกอบการรายเล็ก กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) จึงได้เปิดแผนสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจสำหรับ SME ด้าน AI (2026–2028) โดยมีระยะเวลา 3 ปี เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ AI โดยตั้งเป้าสนับสนุน SME ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมใหม่กว่า 10,000 แห่ง

พร้อมตั้งเป้าสร้าง SME ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้มากกว่า 2,000 แห่ง และผลักดันธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงในกลุ่ม Gazelle หรือบริษัทที่ขยายตัวได้รวดเร็ว และ Unicorn หรือบริษัทสตาร์ตอัปที่เติบโตจนมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยี และกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะทาง อย่างละ 10 แห่งทั่วประเทศ


ทำไมจีนถึงต้องหันมาสนับสนุน SME?

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ระบุว่า SME มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจจีน ดังนี้

มีส่วนสร้างรายได้ภาษีของประเทศเกือบ 50%

  • สร้าง GDP ราว 60%

  • สนับสนุนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีประมาณ 70%

  • รองรับการจ้างงานในเมืองมากกว่า 80%

ขณะที่อุตสาหกรรม AI ของจีนก็กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดย MIIT คาดการณ์ว่าในปี 2025 อุตสาหกรรมนี้มีมูลค่ามากกว่า 1.2 ล้านล้านหยวน และมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ราว 6,000–6,200 แห่ง และภายในปี 2030 มูลค่าของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งระบบอาจเพิ่มขึ้นทะลุ 10 ล้านล้านหยวน

จีนเลยกำลังวางฐานให้ SME ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ เข้ามาใช้ประโยชน์จาก AI ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้การเติบโตของเทคโนโลยีนี้กระจายไปสู่ภาคธุรกิจในวงกว้าง ไม่ใช่จำกัดอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดสำคัญ 4 ด้าน

1.ช่วยลดต้นทุน : รัฐนำพลังประมวลผลและข้อมูล ผ่าน China Computing Power Platform มาปล่อยเช่าให้ SME ในราคาถูก ทำให้ไม่ต้องควักเงินก้อนโตไปซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง

2.ประหยัดเวลาพัฒนา : ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ เปิดฐานข้อมูลระดับอุตสาหกรรม ทั้งด้านการผลิต วัสดุศาสตร์ และชีวการแพทย์ ให้สามารถนำไปใช้งานได้ทันที พร้อมสนับสนุนแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สของจีนอย่าง AtomGit เพื่อให้ผู้พัฒนา AI มีทั้งโค้ดและเครื่องมือพร้อมใช้ ช่วยลดเวลาในการพัฒนาและเร่งการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

3.เปิดพื้นที่ให้ทดลองจริง : ดึงบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมมาเป็นพันธมิตร เปิดโอกาสให้ SME นำ AI ไปทดลองใช้งานจริงกับระบบของบริษัทเหล่านี้ ช่วยแก้ปัญหาสำคัญของธุรกิจหน้าใหม่ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้แล้ว แต่ยังขาดโอกาสทดสอบกับลูกค้าจริง

4.เงินทุนและบุคลากร : ดึงกองทุน SME, AI และเซมิคอนดักเตอร์ระดับชาติเข้ามาช่วยดึงเงินเอกชนสู่ธุรกิจระยะเริ่มต้น

แผน AI นี้ยังอยู่ภายใต้ทิศทางการส่งเสริม SME ระยะยาวของจีน ที่ตั้งเป้าให้บริษัท Little Giants ทั่วประเทศเพิ่มเป็น 22,000 แห่ง ภายในปี 2030
ด้วยเช่นกัน

เห็นได้ชัดว่า จีนมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับ SME และต่อยอดธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งหากทำสำเร็จ การนำ AI ไปใช้ในวงกว้างจะช่วยให้ธุรกิจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และสร้างฐานผู้ประกอบการที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้จีนรักษาความสามารถในการแข่งขันและตำแหน่งหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock2 วันที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock2 วันที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock2 วันที่แล้ว