สหรัฐฯ สั่งตรวจสอบ DoorDash หลังพบว่าใช้โมเดล AI จากจีน
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

สหรัฐฯ สั่งตรวจสอบ DoorDash หลังพบว่าใช้โมเดล AI จากจีน

Clock Icon

4 สิงหาคม 2569

ผู้ก่อตั้ง DoorDash โพสต์บน X เล่าถึงประสบการณ์ที่บริษัทได้ลองใช้ AI สัญชาติจีนอย่าง Kimi K2.6 โดยพบว่าทำงานได้ดีและราคาถูกกว่าที่เคยใช้ ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องปกติที่บริษัทเทคโนโลยีทำกันทั่วไป

แต่หลังจากนั้น สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึง DoorDash เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โมเดล AI ที่พัฒนาในประเทศจีน หลังเกิดข้อกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อาจนำ AI จากจีนมาใช้งาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน

🇨🇳 AI จีนตอบโจทย์เรื่อง "ต้นทุนและประสิทธิภาพ"

โมเดล AI ของจีนได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่บริษัทอเมริกันที่ต้องการประหยัดต้นทุน เพราะนอกจากจะทำงานได้ดีแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับโมเดลของสหรัฐฯ เอง

ในมุมของคนทำธุรกิจ การเลือกใช้เครื่องมือที่ทำงานดีและราคาถูกกว่า ก็เป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลและไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด

⚫️ แต่ในมุมมองรัฐบาล นี่คือ "ความเสี่ยงด้านความมั่นคงระดับชาติ"

รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลว่าโมเดล AI จากจีนอาจมี "ช่องโหว่ลับ (back doors)" และ "สายลับแฝงตัว (sleeper agents)" หรือถูกฝังกลไกบางอย่างที่เอื้อต่อการขโมยข้อมูลหรือโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคต แม้จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการแสดงหลักฐานที่ยืนยันข้อกังวลดังกล่าวก็ตาม

DoorDash ไม่ใช่บริษัทแรกที่โดนตรวจสอบในลักษณะนี้ โดยก่อนหน้านี้บริษัทอย่าง Airbnb และ Anysphere ก็เคยได้รับจดหมายแบบนี้ในลักษณะเดียวกัน

⚫️ “อธิปไตยข้อมูล” โจทย์ใหญ่ของความมั่นคง

นอกจากเรื่องต้นทุนและความมั่นคงแล้ว สิ่งที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญมากขึ้นคือ "อธิปไตยข้อมูล" (Data Sovereignty) โดยข้อมูลของคนในประเทศหนึ่ง ควรถูกดูแลตามกฎหมายของประเทศนั้น ไม่ว่าข้อมูลจะถูกเก็บหรือประมวลผลอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม

เพราะหากข้อมูลของคนในประเทศต้องผ่านระบบหรือเทคโนโลยีของต่างประเทศที่ไม่สามารถควบคุมข้อมูลเหล่านั้นได้ทั้งหมด ก็เหมือนกับการฝากของมีค่าไว้กับคนที่เราไม่รู้ว่าเขาจะเก็บรักษาอย่างไร

กรณี DoorDash ก็เช่นกัน แม้ Kimi K2.6 จะเป็นโมเดลแบบ open-weight ที่ DoorDash รันบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง แต่สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังกังวลคือ

  • โมเดลนี้ถูกฝึกฝนมาอย่างไร มีอะไรซ่อนอยู่ในกลไกการทำงานหรือไม่ ?

  • ถ้าในอนาคตต้องอัปเดตหรือพึ่งพาผู้พัฒนาต้นทางอีก จะยังควบคุมได้เต็มที่หรือเปล่า ?

  • และถ้าเทคโนโลยีหลักของประเทศต้องพึ่งพาต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาวจะกระทบต่ออำนาจต่อรองและความสามารถในการปกป้องข้อมูลพลเมืองหรือไม่ ?

นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ เอง เริ่มผลักดันนโยบายที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีจากต่างชาติในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ใช่เพราะกลัวเทคโนโลยีนั้นด้อยกว่า แต่เพราะการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ตนเองควบคุมไม่ได้อย่างเต็มที่ อาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจต่อรองและความสามารถในการปกป้องข้อมูลของพลเมืองตัวเองในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock2 วันที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock2 วันที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock2 วันที่แล้ว