
สังคม
ถึงเวลาที่ไทยต้องพัฒนา Connectivity? หรือนี่คือจุดเปลี่ยนสู่ Digital Hub ที่แข็งแกร่ง
8 ตุลาคม 2569
อัตราการแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนกำลังสูงขึ้น หลายประเทศเริ่มวางมาตรการเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากผู้ให้บริการ Cloud และ AI ซึ่งไทยเองก็มีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการต่าง ๆ ที่เอื้อต่อธุรกิจและนักลงทุน
แต่แม้เราจะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center จำนวนมาก แต่สิ่งที่น่าคิดคือการมีเพียงโครงสร้างพื้นฐานนั้นก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้หนทางสู่การเป็น Digital Hub แข็งแกร่งขึ้นได้
ทำไมแค่โครงสร้างพื้นฐานถึงยัง “ไม่เพียงพอ”
ที่ผ่านมาไทยเน้นส่งเสริมการลงทุนในด้านดิจิทัลและ Data Center เป็นหลัก ผ่านมาตรการสำคัญ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI สำหรับ Data Center และ Cloud Service
รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่การจะก้าวสู่ Digital Hub ก็คงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณเงินลงทุนหรือจำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่มีเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “โครงสร้างพื้นฐาน” ไปสู่การสร้าง “Ecosymtem” ที่เชื่อมโยงทั้งธุรกิจ, เทคโนโลยี, เครือข่ายการสื่อสาร และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน
สาเหตุที่ปัจจัยเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกันและมีความสำคัญนั้น เป็นเพราะยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บในระบบเดียว หากผู้ให้บริการ Cloud หรือองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ยังทำงานคนละส่วนกัน ข้อมูลจะไม่สามารถส่งต่อ หรือประมวลผลรวมกันได้ส่งผลให้เทคโนโลยี AI หรือระบบอัตโนมัติไม่สามารถดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อวางแผนกลยุทธ์ได้
หากขาดการเชื่อมโยงนี้ การลงทุนก็จะไม่เกิดการต่อยอด และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยก็จะไม่พร้อมรับมือกับการแข่งขัน
“Connectivity” หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้
นิยามของ Digital Hub คือศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและข้อมูลที่เชื่อมโยงกับทุกส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อให้การรับ-ส่งข้อมูลบนออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด
เครือข่ายการสื่อสารจึงไม่ได้เป็นแค่ช่องทางส่งผ่านข้อมูลเท่านั้น แต่เป็น "หัวใจหลัก" ในการทำธุรกิจ ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ ที่ต้องอาศัยความเร็วและความเสถียรในการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ
ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันธนาคาร , อีคอมเมิร์ซ , ไลฟ์สตรีมมิ่ง ไปจนถึงเทคโนโลยี AI ทั้งหมดนี้ต้องอาศัย Connectivity เป็นรากฐานสำคัญในการรับส่งข้อมูลให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุด
เตรียมความพร้อมรับมือยุค AI
หาก Connectivity คือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ข้อมูลและระบบต่าง ๆ เชื่อมต่อถึงกัน AI ก็เข้ามามีบทบาทในการนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ โดยอาศัย Cloud และศูนย์ข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้บริการดิจิทัลสามารถทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนา Digital Hub จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการเชื่อมต่อ แต่ต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยีที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมี 3 องค์ประกอบหลักที่ต้องทำงานร่วมกัน
Data Foundation: ระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพ
Data Governance: การจัดการความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมาย
Scalable Network: เครือข่ายที่รองรับการขยายตัว เพื่อส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลให้ AI วิเคราะห์และทำงานได้อย่างแม่นยำ
สุดท้ายแล้ว การผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่เป็น Digital Hub ของอาเชียน หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง Connectivity ที่แข็งแกร่ง เพื่อเชื่อมโยงทั้งธุรกิจ ผู้คน เทคโนโลยี และตลาดเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
