
หลายปีที่ผ่านมา ข่าวโกงออนไลน์ในไทยเกิดขึ้นแทบทุกวัน ทั้งการหลอกให้โอนเงินและแก๊งคอลเซนเตอร์ที่โทรหาเราแทบทุกวัน ซึ่งตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นมา มีการแจ้งความคดีโกงออนไลน์สะสมแล้วมากกว่า 1 ล้านคดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมระดับใกล้เคียงหรือเกิน 100,000 ล้านบาท
โดยรูปแบบที่พบบ่อยคือการหลอกให้เหยื่อโอนเงินผ่าน Mobile Banking ไปยัง “บัญชีม้า” ซึ่งมิจฉาชีพเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อรับและกระจายเงินต่ออย่างรวดเร็ว และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ ระบบการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ PromptPay ยิ่งทำให้การโอนเงินสะดวกและเร็วขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความเร็วของระบบร่วม
โดยเฉลี่ยเหยื่อใช้เวลา 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ขณะที่มิจฉาชีพสามารถโอนเงินออกไปได้เฉลี่ยราว 3 นาที เท่านั้น แม้ธนาคารจะสามารถอายัดบัญชีได้ แต่ก็มักเป็นการดำเนินการหลังความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งนับตั้งแต่ 1 พ.ย. 66 ถึงวันที่ 1 ส.ค. 68 มีการระงับบัญชีธนาคารไปกว่า 821,090 บัญชี หรือเฉลี่ย 1,269 บัญชีต่อวัน
ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการออกมาตรการ จำกัดการใช้บัญชีม้าและป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์ผ่าน Mobile Banking อย่างการกำหนดให้บุคคลสามารถมี SIM Card ได้ไม่เกินจำนวน 5 เบอร์จากทุกผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อลดการเปิดบัญชีปลอมเชื่อมกับ Mobile Banking พร้อมกำกับให้ธนาคารตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างชื่อเจ้าของบัญชีกับ SIM Card ที่ใช้เชื่อมกับบัญชี
เพื่อยกระดับการป้องกัน ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาตรการใหม่ โดยประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกแห่ง ต้องบันทึกพิกัดสถานที่ (Location) ของผู้โอนเงินทุกครั้งที่ใช้ Mobile Banking ซึ่งธนาคารต้องพัฒนาและเริ่มใช้ระบบนี้ ภายใน 6 เดือน
การบังคับให้มีข้อมูล Location ในทุกธุรกรรม ช่วยอะไรได้บ้าง?
มาตรการดังกล่าวไม่ใช่แค่การเพิ่มรายละเอียดทางเทคนิค แต่เป็นการออกแบบระบบใหม่ให้เกิด “ร่องรอยดิจิทัลที่ตรวจสอบได้” มากขึ้น เพราะข้อมูลพิกัดจะช่วยให้ธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติได้ชัดขึ้น เช่น การโอนเงินจากหลายบัญชีที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือพฤติกรรมการโอนที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งานปกติของผู้ใช้ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการตรวจจับความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการหยุดยั้งเส้นทางการเงินของอาชญากรรมได้เร็วกว่าเดิม
มาตรการนี้สะท้อนว่าหน่วยงานรัฐกำลังตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ทำให้สามารถติดตามเส้นทางเงินตั้งแต่ต้นทาง เพื่อจับสัญญาณผิดปกติ ก็จะช่วยลดโอกาสที่เงินจะถูกโยกย้ายไปแบบรวดเร็ว เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบได้มากขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
