ส่องเบื้องหลังหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน ทำไมยังห่างไกลจากการแทนที่แรงงานมนุษย์
facebook Iconx Iconline Icon

ธุรกิจไอที

ส่องเบื้องหลังหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน ทำไมยังห่างไกลจากการแทนที่แรงงานมนุษย์?

Clock Icon

30 สิงหาคม 2569

ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนโชว์ท่าเต้น ต่อยมวย หรือแม้แต่ตีลังกา กลายเป็นคอนเทนต์ไวรัลที่เราเห็นกันจนคุ้นตาบนโซเชียลมีเดียในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจเริ่มเชื่อว่าอนาคตที่หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในโรงงานกำลังใกล้เข้ามาทุกที แต่ความเป็นจริงในสายการผลิตกลับสวนทางกับภาพที่เห็นในคลิปไวรัลอย่างสิ้นเชิง

รายงานเชิงลึกจาก Reuters ที่ลงพื้นที่สำรวจโรงงาน ศูนย์ฝึกหุ่นยนต์ และพูดคุยกับผู้บริหารกว่า 40 คนในอุตสาหกรรม เผยให้เห็นว่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีน ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง "ความทะเยอทะยานของรัฐบาล" กับ "ความสามารถจริงของเทคโนโลยี"

⚫️ หุ่นยนต์ทำตามได้ แต่ยังคิดเองไม่ได้?

ที่ศูนย์ฝึกแห่งหนึ่งของจีน หุ่นยนต์กว่า 100 ตัวถูกฝึกให้ทำงานพื้นฐานอย่างจัดเรียงลังหรือชงกาแฟ แต่ผู้ฝึกต้องลองถึง 300 ครั้ง กว่าจะได้ท่าที่ใช้งานได้จริง แม้ผู้ฝึกมากประสบการณ์ก็ยังต้องใช้ความพยายามถึง 1 ใน 50 ครั้ง

ขนาดคนในวงการยังพูดตรงๆ ว่า "หุ่นยนต์ยังฉลาดไม่พอ" ปัญหาอยู่ที่ "สมอง" ของหุ่นยนต์ที่ยังปรับตัวไม่เป็น พอเจอเรื่องที่ไม่เคยฝึกมาก่อนก็มักจะทำพลาด

⚫️ ผลิตได้มาก แต่ตลาดยังตามไม่ทัน

การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้มาจากแรงหนุนภาครัฐเป็นหลัก ไม่ใช่ความต้องการจากตลาดจริง หน่วยงานรัฐจีนใช้เงินซื้อหุ่นยนต์และอุปกรณ์เกี่ยวข้องมากกว่า 230 ล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรก เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากปีก่อน ปัจจุบันจีนมีบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กว่า 150 แห่ง มากกว่าจำนวนแบรนด์รถ EV เสียอีก

โดยกลยุทธ์นี้คล้ายกับที่จีนเคยใช้กับรถ EV และโซลาร์เซลล์ คือการทุ่มอุดหนุน เพื่อสร้างกำลังผลิตล่วงหน้า แล้วปล่อยให้แข่งขันดุเดือดจนราคาร่วง

⚫️ หุ่นยนต์พร้อมแค่ไหนสำหรับโลกการทำงาน?

โรงงานรถ EV ของ Xiaomi ในปักกิ่งใช้ระบบอัตโนมัติถึง 91% ของขั้นตอนประกอบรถ ด้วยแขนกลอุตสาหกรรมกว่า 700 ตัว ขณะที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในโรงงานเดียวกันยังอยู่ขั้นฝึกงานง่ายๆ อย่างขันน็อต แม้แต่ Geely ที่ร่วมมือกับ UBTech ก็ยอมรับว่างานสำคัญบนสายการผลิตยังต้องพึ่งแขนกลเป็นหลักอยู่ดี

สาเหตุคือ "โมเดลสมอง" ของหุ่นยนต์ (vision-language-action model) ซับซ้อนกว่าโมเดลภาษาอย่าง ChatGPT มาก เพราะต้องแปลงข้อมูลภาพเป็นการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ และต้องอาศัยชั่วโมงฝึกฝนในสถานการณ์จริงมหาศาล นักวิจัยระบุว่าปัญหาที่เคยอยู่ระดับ "10 เซนติเมตรสุดท้าย" ตอนนี้ลงลึกไปถึง "1 มิลลิเมตรสุดท้าย" ที่ยังแก้ไม่ได้

⚫️ “ข้อมูล” วัตถุดิบที่ยังขาดแคลน

หัวใจของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ใช่เพียงตัวเครื่อง แต่คือโมเดล Vision-Language-Action (VLA) ที่ต้องเรียนรู้จากภาพ การเคลื่อนไหว และปฏิสัมพันธ์กับวัตถุจริง

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมมีข้อมูลฝึกคุณภาพสูงเพียง 500,000 ชั่วโมง แต่ต้องการมากถึง 100 ล้านชั่วโมง เพื่อให้หุ่นยนต์มีความฉลาดทางกายภาพในระดับใช้งานทั่วไป

นั่นหมายความว่า ต่อให้จีนเพิ่มจำนวนหุ่นยนต์หรืออัดเงินลงทุนมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเร่งกระบวนการเรียนรู้ให้ข้ามข้อจำกัดนี้ได้ในเวลาอันสั้น นี่คือเหตุผลที่บริษัทต่างๆ ยอมผลิตหุ่นยนต์ออกมาเยอะๆ ทั้งที่ยังไม่ทำกำไร เพราะเป้าหมายจริงคือเก็บข้อมูลไปพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นในระยะยาว

โดยรวม การแข่งขันที่ดุเดือดทำให้ราคาหุ่นยนต์ร่วงลงเร็ว เช่น หุ่นยนต์ Kuavo ราคาลดลงถึง 26% ในปีเดียว นักลงทุนและผู้ก่อตั้งหลายรายเริ่มยอมรับว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ และคาดว่าจะเริ่มมีการควบรวมกิจการครั้งใหญ่ช่วงปลายปี 2026-2027

แม้จีนจะมีโอกาสครองความได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทานหุ่นยนต์ระดับโลก แต่หุ่นยนต์เหล่านี้ยังทำงานได้เพียงราว 20% ของความเร็วมนุษย์ ซึ่งอาจยังไม่ใช่คู่แข่งของมนุษย์ โดยตรง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจีนผลิตหุ่นยนต์ได้เร็วแค่ไหน แต่คือเมื่อไหร่หุ่นยนต์เหล่านี้จะ "ฉลาดพอ" ที่จะสร้างมูลค่าจริงในโลกการทำงาน

ซึ่งนี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้พัฒนาในหลายประเทศว่า ใครจะสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านความฉลาดและความแม่นยำ จนสามารถทำงานได้จริงและสร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้ก่อนกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Server_เสียน้อยลง_8_เท่า_แต่ไม่คุ้มขยายต่อ_เจาะเหตุผลที่_Microsoft_ยุติ_Data_Center_ใต้ทะเล
ต่างประเทศธุรกิจไอที

Server เสียน้อยลง 8 เท่า แต่ไม่คุ้มขยายต่อ? เจาะเหตุผลที่ Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล

หากพูดถึง Data Center ทุกคนมักนึกถึงภาพของอาคารขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย Server และระบบระบายความร้อนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่ Microsoft ได้ใช้วิธีจัดการกับความร้อน ด้วยการทดลองนำ Data Center ลงไปไว้ใต้ทะเล ผ่านโครงการ Project Natick ที่เริ่มศึกษาในปี 2013

clock2 วันที่แล้ว
สิงคโปร์_เตือน_AI_แย่งงานบัณฑิตจบใหม่_ชี้ภาครัฐ_การศึกษาต้องเร่งปรับตัว
ต่างประเทศธุรกิจไอที

สิงคโปร์ เตือน! AI แย่งงานบัณฑิตจบใหม่ ชี้ภาครัฐ-การศึกษาต้องเร่งปรับตัว

clock2 วันที่แล้ว
แว่น_Meta_กับประเด็นที่ชวนคิด_หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป
ต่างประเทศธุรกิจไอที

แว่น Meta กับประเด็นที่ชวนคิด หรือว่าเทคโนโลยีกำลังมีส่วนทำให้พื้นที่ส่วนตัวหายไป?

clock2 วันที่แล้ว