
ทุกวันนี้องค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต่างกำลังเผชิญกับภัยไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะแฮ็กเกอร์เริ่มใช้ AI เป็นอาวุธ ทำให้การโจมตีเร็วขึ้น เนียนขึ้น และอันตรายกว่าที่เคย
เดิมทีการโจมตีไซเบอร์ต้องอาศัยฝีมือแฮ็กเกอร์ที่เชี่ยวชาญ แต่ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นสัญญาณว่า AI กำลังถูกนำมาเป็นตัวช่วยคิดหาวิธีเจาะระบบแทนคน เพราะล่าสุดนักวิจัยค้นพบไวรัสต้นแบบชื่อ PromptLock ที่ออกแบบมาใช้ AI สร้างวิธีโจมตีให้แตกต่างกันในแต่ละเครื่อง
ไม่ว่าจะเป็น Windows, Mac หรือ Linux มันสามารถสแกนไฟล์สำคัญ แล้วเลือกเองว่าจะขโมยหรือเข้ารหัสล็อกไฟล์แบบไหนเพื่อทำให้กู้คืนได้ยากที่สุด แม้ยังไม่ได้ถูกใช้โจมตีจริง แต่การค้นพบครั้งนี้กำลังบอกว่า “อาวุธใหม่” ของแฮ็กเกอร์อาจมาเร็วกว่าที่เราคิด
นอกจากนี้ยังมี Claude ที่ทำงานอัตโนมัติครบวงจร ตั้งแต่หาช่องโหว่ เจาะระบบ ขโมยข้อมูล ไปจนถึงวิเคราะห์การเงินของเหยื่อ เพื่อคำนวณว่า “ควรเรียกค่าไถ่เท่าไหร่ถึงจะยอมจ่าย” แถมยังเขียนจดหมายขู่ที่บีบคั้นทางจิตวิทยาได้แนบเนียนอีกด้วย ซึ่งเดิมทีมันเป็นแชทบอตที่สร้างมาเพื่อช่วยคน แต่กลับถูกเอาไปใช้ในทางที่ผิด
AI อาจเป็นอาวุธของแฮ็กเกอร์ แต่ก็เป็นโล่ขององค์กรได้เช่นกัน
ย้อนกลับมาที่ฝั่งองค์กรเองเริ่มมีการนำ AI มาเป็น “ด่านหน้า” ในการป้องกันภัยไซเบอร์ โดยใช้ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติบนระบบได้แบบเรียลไทม์ และตอบโต้ทันทีเมื่อเจอความเสี่ยง รวมถึงคาดการณ์ได้ว่า “ภัยไหนกำลังจะมา” ก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง โดยฟอร์ติเน็ตเผยว่า เกือบ 9 ใน 10 องค์กรไทย เริ่มนำ AI มาใช้ในระบบความปลอดภัยแล้ว
แต่ปัญหาคือ แม้องค์กรจะเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีมากขึ้น แต่หลายแห่งยัง ไม่มี CISO หรือทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยคุมระบบจริงจัง หรือทีมงานด้าน Cybersecurity ทำให้ไม่สามารถใช้ศักยภาพของ AI ได้เต็มที่ และยังทิ้ง “ช่องโหว่” ให้แฮ็กเกอร์เล่นงานได้
การป้องกันภัยไซเบอร์ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ แต่ควรลงทุนทั้งระบบและคนให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การแต่งตั้ง CISO เพื่อกำกับดูแลเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงการปลูกฝังวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้พนักงานทุกคนตระหนักและมีส่วนร่วม เพราะยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์ซับซ้อนมากขึ้น การใช้ระบบอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลควบคู่กันไปเพื่อให้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพมากที่สุด
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
