
สังคม
ทำไม “ยอด Like ” กลายเป็นแรงจูงใจ? ของพฤติกรรมเสี่ยง บทเรียนไอร์แลนด์-TikTok ปมคอนเทนต์ขับรถย้อนศร
20 สิงหาคม 2569
ช่วงนี้ประเด็นความปลอดภัยบนโลกโซเชียลกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยมีเหตุการณ์รัฐสภาไอร์แลนด์เรียก TikTok เข้าชี้แจงกรณีคลิปวิดีโอที่เข้าข่ายส่งเสริมพฤติกรรมขับรถอันตรายบนท้องถนน
ซึ่งหลังเกิดเหตุ มีวิดีโอที่อ้างว่าถ่ายจากรถคันดังกล่าว และคลิปการขับขี่อันตรายในลักษณะเดียวกัน ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย
🇮🇪 รัฐสภาไอร์แลนด์เรียก TikTok เข้าชี้แจงประเด็น
คณะกรรมาธิการด้านสื่อและการสื่อสารของรัฐสภาไอร์แลนด์ได้เชิญ TikTok เข้าชี้แจงว่า แพลตฟอร์มมีวิธีจัดการกับเนื้อหาที่มีแนวโน้มยกย่องหรือส่งเสริมกิจกรรมผิดกฎหมายอย่างไร
ขณะที่ฝั่งของ TikTok ระบุว่า กำลังติดตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และทยอยลบวิดีโอรวมถึงบัญชีที่ละเมิดนโยบายของแพลตฟอร์ม
นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของไอร์แลนด์ยังขอให้ TikTok ส่งรายงานมาตรการทั้งหมดที่ใช้ในการจัดการคอนเทนต์เกี่ยวกับการขับรถเสี่ยงอันตราย
⚫️ "ยอด View - Like" = แรงจูงใจให้เกิดความเสี่ยง
ตำรวจไอร์แลนด์เปิดเผยว่า พฤติกรรมขับรถย้อนศรบนทางด่วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อเรียกยอด View และยอด Like บนโซเชียลมีเดีย
ซึ่งมีกลุ่มวัยรุ่นหลายกลุ่มสร้างคอนเทนต์ขับรถย้อนศรและท้าทายเจ้าหน้าที่ เพื่อให้คลิปได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์
ยิ่งคลิปลักษณะนี้ได้รับยอด View และยอด Like สูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอนเทนต์ลักษณะเดียวกันตามมาไม่รู้จบ สะท้อนให้เห็นว่ายอด View และยอด Like มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้อย่างมาก และเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจนำไปสู่การลอกเลียนแบบพฤติกรรมอันตรายเช่นนี้ได้อีกในอนาคต
ด้านรัฐบาลไอร์แลนด์ประกาศพร้อมสนับสนุนตำรวจอย่างเต็มที่ พร้อมเสนอแก้กฎหมายให้การขับรถย้อนศรบนมอเตอร์เวย์เป็นความผิดเฉพาะ และเตรียมพัฒนาหลักสูตรฝึกไล่ติดตามยานพาหนะสำหรับเจ้าหน้าที่ภายในปีนี้
นับเป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการกำกับดูแลของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในยุคที่ "คอนเทนต์" อาจกลายเป็นสิ่งจูงใจ และกระตุ้นพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มเยาวชนได้ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่า TikTok จะมีมาตรการรับมือกับปัญหานี้อย่างไรบ้างในอนาคต
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
