
เกาหลีใต้กำลังเดินหน้าเปลี่ยนเกมเรื่อง “ความปลอดภัยของเหยื่อสตอล์กเกอร์” ด้วยแผนพัฒนาแอปฯมือถือใหม่ ที่จะให้เหยื่อเห็น ตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ของผู้กระทำผ่านแผนที่บนสมาร์ตโฟน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขกฎหมายการติดตามทางอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้ เพราะที่ผ่านมา หาก Stalker อยู่ใกล้ เหยื่อจะได้รับแค่ข้อความเตือนเท่านั้น แต่ไม่ได้รู้ตำแหน่งจริง ทำให้หลายครั้งเหยื่อไม่รู้ว่าควรหนีไปทิศไหน หรือสถานการณ์เข้าขั้นอันตรายหรือไม่
โดยกระทรวงยุติธรรมมีแผนเชื่อมระบบติดตามกับสายด่วนฉุกเฉินของตำรวจของเกาหลี” เพื่อให้สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ได้และพร้อมตอบสนองทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง
ระบบรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นสตอล์กเกอร์?
ข้อมูลตำแหน่งจะถูกส่งมาจากกำไลติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring Device) ซึ่งใช้ระบบ GPS ในการดูความเคลื่อนไหวของผู้กระทำผิดที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักโทษในคดีรุนแรงต่างๆ หรือผู้ต้องสงสัยที่มีพฤติกรรมอันตราย และช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ก็ได้ขยายการใช้กำไลนี้ไปถึงคดีสะกดรอยตามด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มจะก่อเหตุซ้ำ
มาตรการใหม่นี้พัฒนาขึ้นท่ามกลางปัญหาสตอล์กที่พุ่งสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกาหลีใต้ประกาศใช้ Stalking Punishment Act ในปี 64
ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ “การสตอล์ก” เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจริง ทั้งการติดตาม คุกคาม สะกดรอย โทรรบกวน ส่งข้อความคุกคาม หรือกระทำใด ๆ ที่ทำให้เหยื่อรู้สึกกลัวหรือถูกล่วงละเมิด
โดยกฎหมายนี้ยังเปิดช่องให้ศาลออกคำสั่งห้ามเข้าใกล้ และให้เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์ติดตามเพื่อคุ้มครองเหยื่อได้
หากมองกลับมาที่บ้านเราเอง ปัญหาเกี่ยวกับการ Stalking ก็เกิดมากขึ้น ตั้งแต่คดีแฟนเก่าตามราวีจนก่อเหตุอันตรายไปจนถึงคดีสะกดรอยผู้หญิงที่เดินกลับบ้านคนเดียว แต่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเรื่อง Stalking เหมือนเกาหลี ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่ใกล้เคียงกับกฎหมาย Stalking มากที่สุด คือ มาตรา 397 ที่ระบุว่า ผู้ที่ "รังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายเดือดร้อนรำคาญ” เป็นความผิด แต่โทษอาจไม่ครอบคลุม ทำให้ถ้าเราโฟกัสแค่เรื่อง Stalking อย่างเดียว จะไม่มีบทบัญญัติในการคุ้มครองผู้เสียหายแบบเกาหลีใต้
ซึ่งหากมีปัญหาเรื่องการ Stalking เกิดขึ้น กฎหมายจะคุ้มครองผู้เสียหายได้ สถานการณ์ก็ผ่านเลยไปจนเกิดเป็นความผิดทางอาญาฐานที่กำหนดที่เป็นการเฉพาะเสียก่อน
นักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าไทยควรมีกฎหมายเฉพาะ Stalking นิยามชัดเจน ครอบคลุมทั้งทางกายและออนไลน์ พร้อมมีบทลงโทษเหมาะสม เพื่อให้เหยื่อสามารถปกป้องตัวเองได้ทันที
ส่วนกำไลติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring Device) ไทยเองก็เคยนำมาใช้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว, ผู้ต้องโทษคุมประพฤติ, หรือผู้ประกันตัว เพื่อจำกัดการเดินทางและติดตามพฤติกรรม
การใช้งานยังไม่แพร่หลายและมีข้อจำกัดหลายด้าน เพราะอุปกรณ์บางรุ่นเคยพบปัญหา อย่างส่งสัญญาณไม่เสถียรหรือถอดออกได้ง่าย ทำให้โครงการเช่ากำไล EM ถูกยกเลิกหรือชะลอการใช้ไป
แต่บางกรณีศาลยังมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาบางคน เช่น ผู้ประกันตัวหรือผู้ต้องโทษคุมประพฤติใส่กำไล แต่ระบบยังไม่สามารถติดตามผู้ต้องหาแบบเรียลไทม์ หรือครอบคลุมทุกคดีเหมือนในต่างประเทศ
โมเดลกฎหมายของเกาหลีจึงน่าสนใจ เพราะชี้ให้เห็นว่าการป้องกัน Stalking ต้องปรับทั้งกฎหมายและเทคโนโลยีที่นำมาใช้ เพื่อสร้างระบบที่ช่วยให้ประชาชนมีเครื่องมือและมาตรการสนับสนุนความปลอดภัยมากขึ้น
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี ที่จะพัฒนาและยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้ที่ Tech Movement
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
