
เปิดหัวข้อมาขนาดนี้ เชื่อว่าทุกคนพอจะรู้กันแล้วว่าเรื่องอะไร “Ledger Nano” อุปกรณ์จิ๋วรูปร่างคล้ายแฟลชไดรฟ์ ถูกพูดถึงทั่วโซเชียลจากข่าวดังในวงการบันเทิง
ขอเล่าสั้น ๆ ว่าอุปกรณ์นี้มันคือ ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallet) ซึ่งใช้งานเหมือน “ตัวช่วยจดจำรหัส” ของบัญชีคริปโทเคอร์เรนซี สำหรับเก็บและจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างปลอดภัยแบบ ออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็นคริปโทเคอร์เรนซีหรือ NFT ทำหน้าที่เหมือน “อุปกรณ์ลงนาม” (signer) เพื่อยืนยันตัวตน และธุรกรรมต่าง ๆ ในโลกดิจิทัลนั่นเอง
แปลว่ามันจะเป็นเหมือนกุญแจลับของเรา ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนแฮ็กได้อย่างดี เพราะสามารถเก็บข้อมูล Private Key แบบออฟไลน์ (Cold Storage) ได้ ตัวอุปกรณ์จะเก็บกุญแจส่วนตัวไว้ในชิปที่ปลอดภัยและไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ทำให้ลดความเสี่ยงจากการแฮ็กหรือมัลแวร์ได้สูง
แต่ใครก็ตามที่อยากใช้มัน ต้องจำรหัส PIN และเก็บ Seed Phrase เองให้ดี เพราะอุปกรณ์นี้ใช้ระบบความปลอดภัยสูงสุด ที่หากต้องการเปิดจะต้องใช้ข้อมูลรหัสกู้คืนได้มากถึง 24 คำ (Seed Phrase) จากการถูกออกแบบมาให้ “เจ้าของเท่านั้น” ที่เข้าถึงได้
และที่จริงเป็นอุปกรณ์นี้มีมานานแล้ว และใช้กันแพร่หลายไม่ใช่แค่ในไทย
โดยข้อมูลจาก Ledger ระบุว่ากว่า 20% ของมูลค่าสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซี ทั่วโลกได้รับการปกป้องด้วยอุปกรณ์ของบริษัท และถูกขายไปแล้วกว่า 8 ล้านเครื่องในกว่า 165 ประเทศ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2014
จากประเด็นด้านความปลอดภัย ที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้คริปโทเคอร์เรนซี ยังไม่สามารถเข้าสู่กระแสหลักได้อย่างเต็มตัว ซึ่ง Jean-François Rochet รองประธานบริหารฝ่าย Consumer Services ของ Ledger ออกมาให้ความเห็นว่า แม้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะเติบโตต่อเนื่องทั้งด้านมูลค่าและการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้มือถือถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวก ไม่ใช่เพื่อปกป้องสินทรัพย์มูลค่าสูง
หมายความว่าถ้าผู้ใช้จัดเก็บคีย์ส่วนตัวไว้ในอุปกรณ์ทั่วไป โอกาสถูกโจมตีทางไซเบอร์หรือทำข้อมูลสูญหายเลยยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่
แต่ก็มีมุมมองจากฝั่งผู้เชี่ยวชาญการทุจริต ที่ได้ให้ความเห็นไว้ว่าเครื่องมือที่ดี ถ้าใช้ผิดก็กลายเป็นช่องโหว่ ซึ่งสมาคมผู้ตรวจสอบการทุจริต (ACFE) ของสหรัฐฯ ก็เคยออกมาเตือนในบทความเรื่อง “ด้านมืดของฮาร์ดแวร์วอลเล็ต” ว่าแม้อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยผู้ลงทุนทั่วไปป้องกันสินทรัพย์จากแฮ็กเกอร์ แต่ฟีเจอร์บางอย่างเมื่อเอามารวมกับโครงสร้างบล็อกเชนและการไม่เปิดเผยตัวตน ก็สามารถถูกใช้เพื่อเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายจำนวนมากแบบตรวจจับได้ยากขึ้น หากกฎหมายและระบบกำกับดูแลตามไม่ทัน
ซึ่งในฝั่งไทยเอง เจ้าหน้าที่ บช.สอท. ก็เคยให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุว่า “สินทรัพย์ดิจิทัล” ถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินมากขึ้น ทั้งในคดีพนันออนไลน์ แชร์ลูกโซ่ และหลอกลงทุนรูปแบบต่าง ๆ จึงต้องเร่งพัฒนาทั้งกฎหมาย คน และเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางเงินดิจิทัลให้ทันอาชญากร
สิ่งที่เรากำลังจะบอกทุกคนคือ เทคโนโลยีไม่ได้เลวร้าย แต่ขึ้นอยู่กับคนเอาไปใช้มากกว่า เพราะแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้มันถูกออกแบบมานั้น ก็เพื่อให้ชีวิตเรา สะดวก และปลอดภัยขึ้น ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การหนีเทคโนโลยี แต่คือการเรียนรู้ที่จะใช้ให้เป็นในทางที่เหมาะสม และไม่กระทบต่อบุคคลอื่น
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี ที่จะพัฒนาและยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้ที่ Tech Movement
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน
หลายคนใช้ AI เป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ทั้งขอคำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ระบายความรู้สึก หรือบันทึกความคิดคล้ายๆไดอารี่ เพราะ AI พร้อมรับฟังและตอบกลับโดยไม่แสดงท่าทีตัดสิน แม้เราจะรู้สึกว่า AI เป็น “พื้นที่ส่วนตัว” แต่ความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป?

แชทกับ AI ยังเป็นความลับอยู่ไหม? เมื่อระบายกับ AI แต่ตำรวจบุกมาจับถึงบ้าน

รัฐจับมือ IMF-World Bank เปิดแผน “Bangkok Blueprint” ปกป้องระบบการเงินจากภัยไซเบอร์
