ถ้าอนาคตแรงงานไม่ใช่คนแต่เป็น AI แล้วใครจ่ายภาษี
facebook Iconx Iconline Icon

สังคม

ถ้าอนาคตแรงงานไม่ใช่คนแต่เป็น AI แล้วใครจ่ายภาษี ?

“AI กำลังกลายเป็นแรงขับสำคัญ ที่เปลี่ยนวิธีทำงานของทั้งองค์กรและตลาดแรงงานทั่วโลก” 

องค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF มองว่า AI มีศักยภาพสูงในการเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับการให้บริการ และขณะเดียวกันก็อาจเร่งให้เกิดการสูญเสียงานบางส่วน รวมถึงเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมได้มากขึ้นด้วย สิ่งที่น่าคิดคือวันที่ AI จะเข้ามาทดแทนมนุษย์ แล้วใครจะจ่ายภาษี

รายได้ภาษีจากแรงงาน “คน” ที่รัฐเคยจัดเก็บอาจหายไป ?

World Economic Forum ระบุว่าในช่วงปี 2025 - 2030 การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน จะกระทบงานรวมกันราว 22% ของงานทั้งหมดในปัจจุบัน โดยคาดว่าจะมีงานใหม่เกิดขึ้น 170 ล้านตำแหน่ง และมีงานเดิมถูกแทนที่ 92 ล้านตำแหน่ง 

นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มก็ได้ตั้งคำถามพร้อมเสนอไอเดียว่า หากบริษัทได้ประโยชน์จาก AI จากการลดต้นทุนแรงงาน และสร้างกำไรได้มากขึ้น บริษัทเหล่านั้นควรรับผิดชอบเรื่องภาษี หรือเงินสมทบเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีแทนแรงงาน ซึ่งเป็นการออกแบบให้ธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการใช้ Automation มีส่วนช่วยแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านมากขึ้น

ในเมื่อใครก็ใช้ AI ทำไม่ผู้ประกอบการต้องมาแบกรับภาษีเพิ่ม 

เมื่อบริษัทลดการพึ่งพาแรงงานคน แน่นอนว่ารายได้ภาษีจากค่าจ้างก็ลดลงตามมา แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับไหลไปยังบริษัท ผู้ถือหุ้น และเจ้าของทุนมากขึ้น ซึ่ง Brookings ก็วิเคราะห์ว่า AI กำลังกดดันฐานภาษีแบบเดิมที่ผูกกับแรงงานคน และในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงการแบกรับภาระทางภาษีอย่างแน่นอน ซึ่งหากรัฐไม่เริ่มวางกติกาใหม่ ปัญหาความยั่งยืนทางการคลังอาจกระทบขึ้นเรื่อย ๆ

โดย IMF ให้ความเห็นว่า หาก AI ทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบงานเป็นเวลานาน รัฐจำเป็นต้องยกระดับระบบคุ้มครองทางสังคม ทั้งในรูปแบบของประกันการว่างงานที่ครอบคลุมกว่าเดิม และแผนพยุงรายได้ระหว่างเปลี่ยนงานให้มากขึ้น

นอกจากสวัสดิการระยะสั้นแล้ว เงินจากภาษีหรือเงินสมทบรูปแบบใหม่นี้ยังอาจถูกนำไปใช้กับการ Upskill และ Reskill อย่างจริงจัง เพราะโจทย์ใหญ่ของยุค AI คือเนื้องานเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม OECD และ WEF ต่างชี้ว่าช่องว่างทักษะกำลังเป็นอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน โดยนายจ้างจำนวนมากเชื่อว่าทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานจะเปลี่ยนไปมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และการลงทุนกับการเรียนรู้ตลอดเวลาคือความอยู่รอดในตลาดแรงงานใหม่ 

การเก็บ “ภาษี AI” อาจทำให้ธุรกิจชะลอลงทุน 

มีหลายความเห็นก็คิดต่างว่า การเก็บภาษี AI อาจลดแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยี และทำให้ประเทศเสียเปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศต่างเร่งเดินหน้าเรื่อง AI อย่างเต็มตัว Brookings เองก็ชี้ว่า การออกแบบภาษีต้องระวังไม่ให้กลายเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม 

ควรออกแบบนโยบายที่มีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับอนาคตที่ระบบอัตโนมัติอาจมีบทบาทสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริง คือการทำให้รัฐมีรายได้เพียงพอในระยะยาว และสร้างผลประโยชน์จากเทคโนโลยีให้กระจายกลับไปสู่สังคมได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

ทั้งหมดนี้กำลังชี้ว่าการเติบโตของ AI เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายได้ในเวลาเดียวกัน เพราะด้านหนึ่งเทคโนโลยีก็ช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ดีจากเดิม แต่อีกด้านก็อาจทำให้หลายอาชีพต้องเผชิญความไม่แน่นอน กลายเป็นคำถามให้หลายฝ่ายต้องคิดทบทวนให้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ของเทคโนโลยีกับคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องขบวนการคอนเทนต์จัดฉาก_ธุรกิจปั่นไวรัลจากดราม่า

ส่องขบวนการคอนเทนต์จัดฉาก ธุรกิจปั่นไวรัลจากดราม่า

สังเกตไหมว่าคอนเทนต์ดราม่าหรือแนวน่าสงสารในโลกออนไลน์ มักได้ยอดวิวเยอะ เพราะคนจะหยุดดูและแชร์ต่อ ทำให้อัลกอริทึมช่วยดันให้เห็นมากขึ้น และสร้างรายได้ได้ง่าย

clock7 ชั่วโมงที่แล้ว
ศธ_หวั่นเด็กไทยติดคลิปสั้นจนกระทบสมาธิ_ดันวาระเร่งด่วน_เล็งคุมอายุใช้โซเชียล

ศธ. หวั่นเด็กไทยติดคลิปสั้นจนกระทบสมาธิ ดันวาระเร่งด่วน เล็งคุมอายุใช้โซเชียล

clock7 ชั่วโมงที่แล้ว
เวิร์คไม่เวิร์ค_สรุปประเด็น_ศธ_จับมือ_TikTok_ใช้_AI_ช่วยผลิตสื่อสอนเด็ก

เวิร์คไม่เวิร์ค? สรุปประเด็น ศธ. จับมือ TikTok ใช้ AI ช่วยผลิตสื่อสอนเด็ก

clock14 ชั่วโมงที่แล้ว